วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559

ตามเรา...ตามเรา... (ตอนสอง)

แต่ก็ เป็นคนแรกที่ปฏิเสธพระเยซูคริสต์สามครั้ง (มธ.26:69-75 ฝ่ายเปโตร  นั่งอยู่นอกตึกที่ลานบ้าน มีสาวใช้คนหนึ่งมาพูดกับเขาว่า "แกได้อยู่กับเยซู      ชาวกาลิลีด้วยเหมือนกัน" 70แต่เปโตรได้ปฏิเสธต่อหน้าคนทั้งปวงว่า "ที่เจ้าว่านั้นข้าไม่รู้เรื่อง" 71เมื่อเปโตรได้ออกไปที่ประตูบ้าน สาวใช้อีกคนหนึ่งแลเห็นจึงบอกคนทั้งปวงที่อยู่ที่นั่นว่า "คนนี้ได้อยู่กับเยซูชาวนาซาเร็ธด้วย" 72เปโตรจึงปฏิเสธอีกทั้งสาบานว่า "ข้าไม่รู้จักคนนั้น" 73อีกสักครู่หนึ่งคนทั้งหลายที่ยืนอยู่ใกล้ๆนั้นก็มาว่าแก่เปโตรว่า "เจ้าเป็นคนหนึ่งในพวกนั้นแน่แล้ว ด้วยว่าสำเนียงของเจ้าส่อตัวเอง" 74เปโตรก็สบถสาบานใหญ่ว่า "ข้าไม่รู้จักคนนั้น" ในทันใดนั้นไก่ก็ขัน 75เปโตรจึงระลึกถึงคำที่พระเยซูตรัสไว้ว่า "ก่อนไก่ขันเจ้าจะปฏิเสธเราสามครั้ง" แล้วเปโตรก็ออกไปข้างนอกร้องไห้เป็นทุกข์ยิ่งนัก)
                        เป็นคนแรกที่หันหลังให้กับพันธกิจของพระเยซูคริสต์กลับสู่อาชีพจับปลา(ยน.21:2-3 คือ ซีโมนเปโตร โธมัสที่เรียกว่าแฝด  นาธานาเอลชาวบ้านคานาแคว้นกาลิลี บุตรทั้งสองของเศเบดี และสาวกของพระองค์อีกสองคนกำลังอยู่ด้วยกัน 3ซีโมนเปโตรบอกเขาว่า "ข้าจะไปจับปลา" เขาทั้งหลายจึงพูดกับท่านว่า "เราจะไปด้วย" แล้วพวกเขาก็ออกไปลงเรือ แต่คืนนั้นเขาจับปลาไม่ได้เลย)
                        เป็นคนแรกที่รู้ว่าเป็นพระเยซูคริสต์ ยืนที่ฝั่งทะเลแล้วรีบกระโดดลงเรือไปหา(ยน.21:5-7พระเยซูตรัสถามเขาว่า "ลูกเอ๋ย มีปลาบ้างหรือเปล่า" เขาตอบว่า "ไม่มี" 6พระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า "จงทอดอวนลงทางด้านขวาเรือเถิดแล้วจะได้ปลาบ้าง" เขาจึงทอดอวนลงและได้ปลาเป็นอันมาก จนลากอวนขึ้นไม่ได้ 7สาวกคนที่พระเยซูทรงรักบอกเปโตรว่า "เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า" เมื่อเปโตรได้ยินว่า เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เขาก็หยิบเสื้อมาสวมเพราะตัวเปล่าอยู่ แล้วก็กระโดดลงทะเล
            ในข้อ 15-17 พระเยซูคริสต์ ประสงค์จะทรงเรียกให้เราเป็นผู้เลี้ยงที่แท้จริง ไม่ใช่มาเป็นลูกจ้างในการเลี้ยงแกะ พระคำทั้งสามข้อนี้ พระองค์ทรงกำชับเล่าสาวกโดยเฉพาะ เปโตร ให้ดูแลแกะของพระองค์ 
                        เจ้ารักเราหรือ” พระองค์ตรัสย้ำกับ เปโตรถึง สามครั้ง เพราะชีวิตในการเป็นสาวกของเปโตรมีทั้ง ล้มเลิก และกลับใจ ตลอดสามปีที่ติดตามพระเยซูคริสต์  เจ้ารักเรามากกว่าสิ่งเหล่านี้หรือ?พระเยซูคริสต์ตรัสในขณะที่เปโตรหมดความร้อนร้นในการรับใช้พระเจ้า กลับไปทำอาชีพเดิมแทน ครั้งเมื่อเขายังรักพระองค์เขาได้ใช้ชีวิตใกล้ชิดพระองค์ และร่วมพันธกิจกับพระองค์ นั้นคือการเลี้ยงแกะของพระองค์
                        ในทำนองเดียวกันถ้าพระองค์ถามเราในขณะนี้ “ทุกวันนี้เรารักพระองค์มากกว่าสิ่งเหล่านี้หรือ?เรามีคำตอบให้พระองค์หรือยัง!!!!!
                        การที่พระเยซูคริสต์ถามย้ำแล้วย้ำอีก ไม่ใช่ถามเพื่อกดดันเปโตรแต่ ย้ำให้แน่ใจว่า การทำพันธกิจอะไรก็ตาม ถ้าไม่ได้มาจากพื้นฐานความรักพระเจ้า พันธกิจนั้นอาจจะถูกทิ้งและละเลยไป ทำให้หันกลับไปทำสิ่งเดินๆ เหมือนกับที่พระเยซูคริสต์ถามเปโตรว่า เจ้ารักเรามากกว่าสิ่งเหล่านี้หรือ?
                        “รัก” ภาษากรีก ที่บรรยายถึงคำว่ารักนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า มีด้วยกัน 4 คำ
นั้นคือ 1.เอโรส(Eros) 2.สเตอร์เก(Storge) 3.ฟีเลย(Philios) 4.อากาเป้(Agape) ทั้งสี่คำมีความหมายที่แปลว่า รักเช่นเดียวกัน แต่บริบทของการสื่อความหมายนั้นแตกต่างกัน
                                    1.เอโรส(Eros) เป็นความรักที่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง อยากเป็นเจ้าของครอบครอง และเรียกร้องให้คนที่เขารัก ตอบสนองต่อเขาทั้งทางจิตใจ และร่างกาย คนกรีก จะกำหนดคำนี้ให้ใช้กับ ความรักที่มีขีดจำกัดเฉพาะ ความใคร่เท่านั้น เป็นความรักระหว่างหนุ่มสาว
                                    2.สเตอร์เก(Storge) เป็นความรักที่ไม่ต้องสร้าง แต่จะมีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้งทางจิตวิญญาณ ซึ่งจะผูกพันกันน้อยหรือมากนั้น ขึ้นอยู่กับการมีเวลาอยู่ด้วยกัน ความรักเช่นนี้เป็นความรักที่อบอุ่น ตัดไม่ขาด และไม่มีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นความรักระหว่าง พ่อ แม่ ลูก พี่ น้อง หรือญาติ
                                    3.ฟีเลย(Philios) ความรักประเภทนี้คนกรีกบอกว่า เป็นเหมือนเมล็ดพืชที่สองคนช่วยกันปลูก และช่วยกันดูแล รดน้ำป้องกันสิ่งที่มารบกวน จนกลายเป็นต้นไม้ที่ใหญ่โตขึ้นมา และก็จะกล้าเปิดเผยตัวจริงของเขาเอง ให้อีกฝ่ายโดยไม่ปกปิด อย่างนี้เขาเรียกว่า รักแบบสามีภรรยา หรือเพื่อนสนิท ความรักที่อบอุ่น ความรักใคร่ผูกพัน รักใคร่อย่างทะนุถนอมรักอย่างดูแลเอาใจใส่
                                    4.อากาเป้(Agape) ความรักประเภทนี้คนกรีกเรียกว่า "รักบริสุทธิ์ รักที่ยิ่งใหญ่" ซึ่งความรักเช่นนี้เป็นความรักที่ตอบสนอง ต่อจิตใจส่วนลึก ของมนุษย์ทุกคน เป็นความรักที่ไม่มีข้อแม้ และรักโดยไม่ต้องมีอะไร มากระตุ้น ให้ต้องรัก เป็นความรักที่พร้อมจะเข้าใจในความผิดพลาด และพร้อมที่จะให้อภัย เป็นความรักของคริสเตียนที่ต้องปฏิบัติในชีวิตทั้งความคิดและการกระทำ เป็นความรักไม่จำกัดขอบเขตเฉพาะญาติมิตรหรือคนที่ใกล้ชิดเท่านั้น แต่ความรักนี้ ต้องแผ่ขยายออกไปจากกลุ่มของตนเอง ออกไปสู่เพื่อนบ้าน ไปสู่คนทั้งโลก และแม้กระทั่งศัตรู
#######################

 อ่านบทความอื่นๆได้ที่ http://theword-2015.blogspot.com/

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2559

ตามเรา...ตามเรา...(ตอนแรก)


ตามเรา...ตามเรา... (ยน.21:15-19)
15เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว พระเยซูตรัสกับซีโมนเปโตรว่า "ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเรามากกว่าเหล่านี้หรือ" เขาทูลพระองค์ว่า "เป็นความจริงพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระองค์รักพระองค์" พระองค์ตรัสสั่งเขาว่า "จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด" 16พระองค์ตรัสกับเขาครั้งที่สองว่า "ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเราหรือ" เขาทูลตอบพระองค์ว่า "เป็นความจริงพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระองค์รักพระองค์" พระองค์ตรัสกับเขาว่า "จงดูแลแกะของเราเถิด" 17พระองค์ตรัสกับเขาครั้งที่สามว่า "ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเราหรือ" เปโตรก็เป็นทุกข์ใจที่พระองค์ตรัสถามเขาครั้งที่สามว่า "เจ้ารักเราหรือ" เขาจึงทูลพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง พระองค์ทรงทราบว่า ข้าพระองค์รักพระองค์" พระเยซูตรัสกับเขาว่า "จงเลี้ยงแกะของเราเถิด 18เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า เมื่อเจ้ายังหนุ่มเจ้าคาดเอวของเจ้าเอง และเดินไปไหนๆตามที่เจ้าปรารถนา แต่เมื่อเจ้าแก่แล้ว เจ้าจะเหยียดมือของเจ้าออก และคนอื่นจะคาดเอวเจ้า และพาเจ้าไปที่ที่เจ้าไม่ปรารถนาจะไป" 19(ที่พระองค์ตรัสอย่างนั้น เพื่อแสดงว่าเปโตรจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยการตายอย่างไร) ครั้นพระองค์ตรัสอย่างนั้นแล้วจึงสั่งเปโตรว่า "จงตามเรามาเถิด"
ข้อ 15-17
            15เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว พระเยซูตรัสกับซีโมนเปโตรว่า "ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเรามากกว่าเหล่านี้หรือ" เขาทูลพระองค์ว่า "เป็นความจริงพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระองค์รักพระองค์" พระองค์ตรัสสั่งเขาว่า "จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด" 16พระองค์ตรัสกับเขาครั้งที่สองว่า "ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเราหรือ" เขาทูลตอบพระองค์ว่า "เป็นความจริงพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระองค์รักพระองค์" พระองค์ตรัสกับเขาว่า "จงดูแลแกะของเราเถิด" 17พระองค์ตรัสกับเขาครั้งที่สามว่า "ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเราหรือ" เปโตรก็เป็นทุกข์ใจที่พระองค์ตรัสถามเขาครั้งที่สามว่า "เจ้ารักเราหรือ" เขาจึงทูลพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง พระองค์ทรงทราบว่า ข้าพระองค์รักพระองค์" พระเยซูตรัสกับเขาว่า "จงเลี้ยงแกะของเราเถิด
            เปโตร อยู่ในคนกลุ่มแรกที่เชื่อในพระเยซูคริสต์  พระองค์เรียกเขาให้ติดตามตั้งเป็นคนจับคนแทนจับปลา(มธ.4:18-20  ขณะที่พระองค์ทรงดำเนินอยู่ตามชายทะเลกาลิลี ก็ทอดพระเนตรเห็นพี่น้องชาวประมงสองคน คือซีโมนที่เรียกว่าเปโตร กับอันดรูว์น้องชาย กำลังทอดแหอยู่ที่ทะเลสาบ 19พระองค์ตรัสกับเขาว่า "จงตามเรามาเถิด และเราจะตั้งท่านให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา" 20เขาทั้งสองได้ละแหตามพระองค์ไปทันที)   
                        เป็นคนแรกที่ค้นพบว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์ และเป็นคนแรกที่ได้รับลูกกุญแจแห่งสวรรค์(มธ.16:15-19 พระองค์ตรัสถามเขาว่า "แล้วพวกท่านเล่า ว่าเราเป็นใคร" 16ซีโมนเปโตรทูลตอบว่า "พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่" 17พระเยซูตรัสกับเขาว่า "ซีโมนบุตรโยนาห์เอ๋ย ท่านก็เป็นสุขเพราะว่ามนุษย์มิได้แจ้งความนี้แก่ท่าน แต่พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงแจ้งให้ทราบ 18ฝ่ายเราบอกท่านว่าท่านคือเปโตร {ภาษากรีกว่า เปโตร} และบนศิลา {ภาษากรีกว่า เปตรา} นี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นหามิได้ 19เราจะมอบลูกกุญแจแผ่นดินสวรรค์ให้ไว้แก่ท่าน ท่านจะกล่าวห้ามสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์ เมื่อท่านจะกล่าวอนุญาตสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นจะกล่าวอนุญาตในสวรรค์ด้วย")
                        เป็นคนแรกที่พระเยซูคริสต์ เรียกว่า “อ้ายซาตาน” (มธ.16:21-23ตั้งแต่เวลานั้นมา พระเยซูทรงเริ่มเผยแก่เหล่าสาวกของพระองค์ว่า พระองค์จะต้องเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็ม และจะต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการจากพวกผู้ใหญ่ และพวกมหาปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์ จนต้องถึงถูกประหารชีวิต แต่ในวันที่สามพระองค์จะทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่ 22ฝ่ายเปโตรเอามือจับพระองค์ ทูลท้วงว่า "พระองค์เจ้าข้า ให้เหตุการณ์นั้นอยู่ห่างไกลจากพระองค์เถิด อย่าให้เป็นอย่างนั้นแก่พระองค์เลย" 23พระองค์จึงหันพระพักตร์ตรัสกับเปโตรว่า "อ้ายซาตานจงไปให้พ้นเจ้าเป็นเครื่องกีดขวางเรา เพราะเจ้าคิดอย่างคน มิได้คิดอย่างพระเจ้า")
                        เป็นคนแรกที่ยืนยันหนักแน่น ว่าจะสละชีวิตเพื่อพระเยซูคริสต์ (มธ.26:31-35ครั้งนั้น พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกว่า "ในคืนวันนี้ท่านทุกคนจะทิ้งเรา ด้วยมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เราจะประหารผู้เลี้ยงแกะ และแกะฝูงนั้น จะกระจัดกระจายไป 32แต่เมื่อทรงให้เราฟื้นขึ้นมาแล้ว เราจะไปยังแคว้นกาลิลีก่อนหน้าท่าน" 33ฝ่ายเปโตรทูลตอบพระองค์ว่า "แม้คนทั้งปวงจะทิ้งพระองค์ ข้าพระองค์จะทิ้งก็หามิได้เลย"34พระเยซูตรัสกับเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ในคืนวันนี้ก่อนไก่ขัน ท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง"35เปโตรทูลพระองค์ว่า "ถึงแม้ข้าพระองค์จะต้องตายกับพระองค์ ข้าพระองค์ก็จะไม่ปฏิเสธพระองค์เลย" เหล่าสาวกก็ทูลเช่นนั้นเหมือนกันทุกคน)
********************

อ่านบทความอื่นๆได้ที่ http://theword-2015.blogspot.com/

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559

ทางแคบ - ทางกว้าง

ลก.13:24
ท่านทั้งหลายจงเพียรเข้าไปทางประตูคับแคบ
เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า คนเป็นอันมากจะพยายามเข้าไป แต่จะเข้าไม่ได้
-----------------------------------------
                     คำสอนขององค์พระเยซูคริสต์เป็น
พระโอวาทที่มีชีวิต สามารถนำไปปฏิบัติตามได้ ยน. 14:6 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา  ก่อนหน้านี้พระองค์ได้ ตรัสกับพวกฟาริสีว่า “เราเป็นประตู” (ยน.10:9) ตรัสกับมารธาว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต” (ยน.11:25) และ “เราเป็นความสว่างของโลก” (ยน.8:12) และ “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต” (ยน.6:35) คำตรัสเหล่านี้พระองค์ตรัสมาตลอดสามปี ของการประกาศเรื่องแผ่นดินสวรรค์ซึ่งก็น่าจะมีเหตุผลพอเพียงที่จะกล่าวว่าพระองค์  เป็นทางเดียวที่ไปหาพระบิดา และแผ่นดินสวรรค์ของพระองค์อย่างแน่นอน พระองค์จึงเป็นทางไปถึงพระเจ้า พระองค์คือความจริงที่มารับสภาพมนุษย์  ประทานชีวิตของพระองค์ให้แก่เรา เป็นทางที่จะทำให้ตัวเราเหมาะสมสำหรับแผ่นดินสวรรค์
            ชีวิตมักขึ้นอยู่กับการตัดสินใจที่จะดำเนินไป ทางเลือกสองสายเท่านั้นที่องค์พระเยซูคริสต์นำเสนอต่อพวกเราในการดำเนินชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ ทางหนึ่งเป็นทางนำไปสู่สวรรค์ อีกทางหนึ่งเป็นทางนำไปสู่บึงไฟนรก แต่พระองค์ทรงแนะนำแก่พวกเราว่า “ท่านทั้งหลายจงเพียรเข้าไปทางประตูคับแคบเพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า คนเป็นอันมากจะพยายามเข้าไป แต่จะเข้าไม่ได้” (ลก.13:24 )
            ต้องเข้าไปทางประตูคับแคบ เพราะว่าประตูใหญ่และทางเดินกว้าง เดินได้อย่างสะดวกสบาย คนที่เข้าไปทางนั้นมีจำนวนมาก ซึ่งนำไปสู่ความพินาศ วว.20:12-15 ข้าพเจ้าได้เห็นบรรดาผู้ที่ตายแล้ว ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยยืนอยู่หน้าพระที่นั่งนั้น และหนังสือต่างๆก็เปิดออก หนังสืออีกเล่มหนึ่งก็เปิดออกด้วย คือหนังสือชีวิต และผู้ที่ตายไปแล้วทั้งหมด ก็ถูกพิพากษาตามข้อความที่จารึกไว้ในหนังสือเหล่านั้น และตามที่เขาได้กระทำ ทะเลก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่ตายในทะเล ความตายและแดนมรณาก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่อยู่ในแดนนั้น และคนทั้งหลายก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของตนหมดทุกคน แล้วความตาย และแดนมรณาก็ถูกผลักทิ้งลงไปในบึงไฟ บึงไฟนี่แหละเป็นความตายครั้งที่สองและถ้าผู้ใดที่ไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือชีวิต ผู้นั้นก็ถูกทิ้งลงไปในบึงไฟ ปลายทางสุดท้ายของพวกที่ใช้ทางนี้ก็คือ “บึงไฟนรก” เพราะพวกเขาไม่มีชื่อใน “หนังสือชีวิต” ซึ่งเป็นหนังสือที่บันทึกของพวกที่เดินตามทางคับแคบนั่นคือ ทางที่สัตย์ซื่อต่อการติดตามองค์พระเยซูคริสต์
            ลก.23:43 ฝ่ายพระเยซูทรงตอบเขาว่า "เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า วันนี้เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม"  2คร.12:3 ข้าพเจ้าทราบ (แต่จะไปทั้งกายหรือไม่มีกายข้าพเจ้าไม่รู้ พระเจ้าทรงทราบ) ว่าคนนั้นถูกรับขึ้นไปยังเมืองบรมสุขเกษม พระคำนี้ให้ความมั่นใจแก่ผู้ที่ดำเนินชีวิตอยู่ในทางคับแคบ หากไม่ดำเนินชีวิตในโลกนี้อย่างสำรวยฉาบฉวย หรือประพฤติตามความปรารถนาแห่งเนื้อหนัง พวกเขาก็กำลังเดินทางไปสู่ชีวิตนิรันดร์ จะได้รับความสุขอยู่กับพระเจ้าในแผ่นดินสวรรค์สืบไปเป็นนิตย์  พระเจ้าโปรดให้พวกเรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ก็เพื่อให้พวกเรามีโอกาสเลือกเอาว่าอยากจะอยู่ที่ไหน เพราะว่าพวกเราเกิดมาบนโลกนี้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อตายแล้วจะไม่มีโอกาสเลือกได้อีก
********************************

อ่านบทความอื่นๆได้ที่ http://theword-2015.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2559

แบบอย่าง (ตอนสุดท้าย)


        2.เกิดสำนึกในการเป็น “สาวก” “6และท่านก็ทำตามอย่างของเรา และขององค์พระผู้เป็นเจ้า โดยที่ท่านได้รับถ้อยคำนั้นด้วยความยากลำบากเป็นอันมากแต่ท่านยังเปรมปรีดิ์โดยพระวิญญาณ” (ข้อ6“สาวก” คือทำตามอย่างของเรา และขององค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเราสามารถเป็นสาวกได้ด้วยการกระทำเตามแบบอัครทูตทั้งหลาย และองค์พระเยซูคริสต์ อ.เปาโลสามารถสอนชาวเมืองเธสะโลนิกา ให้เป็นสาวกได้เพราะพวกเขาเต็มใจที่จะปฏิบัติตามท่าน ชีวิตของอ.เปาโลดำเนินตาม          พระวจนะ และการทรงนำของพระเจ้าตลอดเวลา พวกเขาจึงเป็นผู้ติดตามพระเจ้าด้วยการปฏิบัติแบบเดียวกัน
                                    3.ดำรงตนเป็นแบบอย่าง และถ่ายทอดไปยังผู้อื่น7เพราะเหตุนั้นท่านจึงเป็นแบบอย่างแก่คนที่เชื่อแล้ว ในแคว้นมาซิโดเนียและแคว้นอาคายา  เพราะว่า พระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้เลื่องลือออกไปจากเธสะโลนิกา ไม่ใช่แต่ในแคว้นมาซิโดเนียและในแคว้นอาคายาเท่านั้น แต่ความเชื่อของท่านในพระเจ้าได้ลือไปทุกแห่งหน จนเราไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก” (ข้อ7-8) การดำเนินชีวิตคริสเตียนของชาวเมืองเธสะโลนิกาไม่เพียงแต่ เป็นไปอย่างเกิดผลเท่านั้นแต่ยังเป็นแบบอย่างแก่ชาวเมืองอื่นๆ ก่อให้เกิดการตอบสนองอย่างรวดเร็ว  นั้นก็คือ พวกเขาจะแบ่งปันข่าวประเสริฐ กับคนอื่นๆ ด้วย จนอ.เปาโลไม่ต้องประกาศข่าวฯ นั้นอีก
                                    4.มุ่งมั่นถวายตัว “เพราะคนเหล่านั้นก็ได้รายงานเกี่ยวกับเราว่า เราได้รับการต้อนรับจากพวกท่านอย่างไร และกล่าวถึงการที่ท่านได้ละทิ้งรูปเคารพและหันมาหาพระเจ้า เพื่อรับใช้พระเจ้าผู้ทรง        พระชนม์อยู่และเที่ยงแท้ และรอคอยพระบุตรของพระเจ้าจากสวรรค์ ซึ่งพระเจ้าทรงให้เป็นขึ้นมาจากความตาย คือพระเยซูผู้ทรงช่วยให้เราพ้นจากพระอาชญาที่จะมีมาภายหน้านั้น (ข้อ9-10) พฤติกรรมการตอบสนองต่อข่าวประเสริฐที่ชาวเมืองเธสะโลนิกาเชื่อ นั่นคือ “การละทิ้งรูปเคารพ”  “การหันกลับมาพึ่งพระเจ้า”  “การถวายตัวรับใช้พระเจ้า”  และ “การเกิด ความหวังใจ ถึงการเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูคริสต์” สิ่งเหล่านี้ควรเกิดขึ้นกับคริสเตียน
            ผู้รับใช้ เป็นคริสเตียนที่ฉลาดสุขุมมีประสบการณ์มาก พวกเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองเพราะพวกเขาได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความเข้าใจในพระคัมภีร์อย่างชัดเจนและมีคุณวุฒิที่จะสอนความจริงจากพระคัมภีร์  ความอาวุโส ความสมดุล และสติปัญญาที่อาศัยพระคัมภีร์เป็นหลักทำให้พวกเขาสามารถให้การชี้นำที่ดีแก่พี่น้อง  ในทุกวันนี้ ผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อ ควรประพฤติปฏิบัติตามแบบอย่างที่ได้กล่าวมา หากเบี่ยงเบนไปจากนี้ ควรระมัดระวังที่จะร่วมสามัคคีธรรมด้วย

อ่านบทความอื่นๆได้ที่ http://theword-2015.blogspot.com/

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2559

แบบอย่าง (ตอนแรก)

      พระเยซูคริสต์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีพร้อมของการรักและการรับใช้ผู้อยู่ล้อมรอบพระองค์ คริสเตียนสามารถรับใช้ผู้อื่นเฉกเช่น องค์พระ
ผู้ช่วยให้รอดได้ ไม่ว่าจะเป็น การช่วยเหลือสมาชิก แบ่งปันพระกิตติคุณกับผู้อื่น และแสดงความเมตตาด้วยการกระทำอันเรียบง่ายทุกๆ วัน แบบอย่างการรับใช้ผู้อื่นของพระองค์ สำแดงในพระคัมภีร์ไว้หลายเหตุการณ์ อาทิเช่นใน มธ.14:13–21 หรือใน ยน.9:1–7; 13:4–5, 12–17 โดยสรุปแล้วพระองค์แสดงแบบอย่างของผู้รับใช้ ด้านความรัก ความเมตตากรุณา การช่วยเหลือผู้อื่นทั้งทางกาย และทางจิตใจ รวมถึงแสดงความถ่อมใจที่จะรับใช้ผู้อื่น  “เพราะว่าเราได้วางแบบแก่ท่านแล้ว เพื่อให้ท่านทำเหมือนดังที่เราได้กระทำแก่ท่านด้วย” (ยน.13:15)  คริสเตียนควรถือเป็นแบบอย่าง
            อ.เปาโล หนึ่งในอัครทูตก็ได้เติบโต เข้มแข็ง และเกิดผล ตามคำสั่งสอนนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองเธสะโสนิกายืนยันในพันธกิจของท่านได้  1ธส.1:5-10  และข่าวประเสริฐของเราที่มาถึงท่านมิใช่มาด้วยถ้อยคำเท่านั้น แต่ด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และด้วยความไว้ใจอันเต็มเปี่ยม ท่านทั้งหลายรู้อยู่แล้วว่า เราเป็นคนอย่างไรในหมู่พวกท่านเพราะเห็นแก่ท่าน บริสุทธิ์6และท่านก็ทำตามอย่างของเรา และขององค์พระผู้เป็นเจ้า โดยที่ท่านได้รับถ้อยคำนั้นด้วยความยากลำบากเป็นอันมากแต่ท่านยังเปรมปรีดิ์โดยพระวิญญาณ7เพราะเหตุนั้นท่านจึงเป็นแบบอย่างแก่คนที่เชื่อแล้ว ในแคว้นมาซิโดเนียและแคว้นอาคายา 8เพราะว่า พระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้เลื่องลือออกไปจากเธสะโลนิกา ไม่ใช่แต่ในแคว้นมาซิโดเนียและในแคว้นอาคายาเท่านั้น แต่ความเชื่อของท่านในพระเจ้าได้ลือไปทุกแห่งหน จนเราไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก 9เพราะคนเหล่านั้นก็ได้รายงานเกี่ยวกับเราว่า เราได้รับการต้อนรับจากพวกท่านอย่างไร และกล่าวถึงการที่ท่านได้ละทิ้งรูปเคารพและหันมาหาพระเจ้า เพื่อรับใช้พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่และเที่ยงแท้ 10และรอคอยพระบุตรของพระเจ้าจากสวรรค์ ซึ่งพระเจ้าทรงให้เป็นขึ้นมาจากความตาย คือพระเยซูผู้ทรงช่วยให้เราพ้นจากพระอาชญาที่จะมีมาภายหน้านั้น
            เป็นแนวทางที่ท่านปฏิบัติ และยังเป็นแบบอย่างที่สอนพวกเราได้ ก้าวแรกที่ผู้รับใช้หนุนใจแก่พี่น้องก็คือ  
                     1.ความตั้งใจกระทำพันธกิจเพื่อพระเยซูคริสต์  “และข่าวประเสริฐของเราที่มาถึงท่านมิใช่มาด้วยถ้อยคำเท่านั้น แต่ด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และด้วยความไว้ใจอันเต็มเปี่ยมท่านทั้งหลายรู้อยู่แล้วว่า เราเป็นคนอย่างไรในหมู่พวกท่านเพราะเห็นแก่ท่าน” (ข้อ5) อ.เปาโล เทศนาแก่ชาวเมืองเธสะโลนิกาด้วยถ้อยคำที่ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์พวกชาวเมืองเชื่อมั่นในความรอดโดยความเชื่อที่มีต่อองค์พระเยซูคริสต์  พวกเขาตัดสินใจแนวแน่เพื่อพระองค์

อ่านบทความอื่นๆได้ที่ http://theword-2015.blogspot.com/

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2559

อย่าเผลอนะ

        แม้ว่ามารซาตานจะเป็นผู้แพ้ก็ตาม แต่มันไม่ปรารถนาที่จะพินาศเพียงผู้เดียว มันต้องการ
ที่จะล่อลวงมนุษย์ให้พินาศไปกับมันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ สำหรับอุบายที่มันใช้ในการล่อลวง
ก็มีมากมาย เป้าหมายของอุบายต่างๆนั้นก็เพื่อทำให้ชีวิตเราออกห่างจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ซาตานดำเนินงานของมันมาอย่างยาวนานพระคัมภีร์ได้บันทึกสอนไว้ทั้ง พันธสัญญาเดิม และพันธสัญญาใหม่ มันใช้สามสิ่งในการล่อลวงมนุษย์
        องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสสอนผ่าน อ.ยอห์น ก็คือ ตัณหาของเนื้อหนัง(กาย) ตัณหาของตา และความทะนงในลาภยศ                 

                     ตัณหาเหตุการณ์      
ตัณหาของเนื้อหนัง
ตัณหาของตา
ความทะนงในลาภยศ
พันธสัญญาเดิม
เอวา (ปฐก.๓:๑-๗)
 "จริงหรือที่พระเจ้าตรัสห้ามว่า 'อย่ากินผลจากต้นไม้ใดๆ ในสวนนี้” (ข้อ ๑)
(อาหาร)
 “เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น” (ข้อ ๕) / “หญิงนั้นเห็นว่า ต้นไม้นั้นน่ากิน และน่าดูด้วย”   (ข้อ ๖)
“เจ้าจะเป็นเหมือน   พระเจ้า” (ข้อ ๕)
พันธสัญญาใหม่
พระเยซูคริสต์
(ลก.๔:๑-๑๓)
 "ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินนี้ให้กลายเป็น
พระกระยาหาร" (ข้อ ๓)
(อาหาร)
“มารจึงนำพระองค์ขึ้นไป สำแดงบรรดาราชอาณาจักรทั่วพิภพในขณะเดียวให้พระองค์เห็น” (ข้อ ๕)
 “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงโจนลงไปจากที่นี่เถิด” 
(ข้อ ๙)
      
       ด้วยการดำเนินงานของซาตานได้กระทำมาอย่างยาวนาน มันจะรู้ว่ากับดักแบบไหนเหมาะกับใคร 
ในปัจจุบันซาตานก็ยังใช้อุบายทั้งสามอย่างนี้เช่นกัน มันใช้ ความปรารถนาทางกายเพื่อล่อลวงผู้คน
ให้ประพฤติผิดศีลธรรมหรือหมกมุ่นในเรื่องการกินการดื่ม มันใช้ ความปรารถนาทางตาเพื่อล่อลวงผู้คนให้ดูสื่อลามก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางอินเทอร์เน็ตและมันใช้ความปรารถนาของคนเราที่จะ โอ้อวดทรัพย์สมบัติเพื่อทำให้ผู้คนหยิ่งยโสและอยากมีอำนาจ ชื่อเสียง และทรัพย์สมบัติมากๆจนละทิ้งองค์พระผู้เป็นเจ้า

อ่านบทความอื่นๆได้ที่ http://theword-2015.blogspot.com/



วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

ชีวิตในความสว่าง

    “ความสว่าง” ในความหมายเชิงอุปมา คือ การบรรยายถึงธรรมชาติขององค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงมีพระลักษณะเปรียบได้กับความสว่าง ยน.๓:๑๙-๒๑ หลักการพิพากษามีอย่างนี้ คือความสว่างได้เข้ามาในโลกแล้ว แต่มนุษย์ได้รักความมืดมากกว่ารักความสว่าง เพราะกิจการของเขาเลวทราม เพราะทุกคนที่ประพฤติชั่วก็เกลียดความสว่าง และไม่มาถึงความสว่าง ด้วยกลัวว่าการกระทำของตนจะปรากฏ แต่ผู้ที่ประพฤติชอบก็มาสู่ความสว่าง เพื่อให้เห็นว่า การกระทำของเขานั้นได้กระทำโดยพึ่งพระเจ้า  พระคำนี้ยืนยันว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นความสว่างของมนุษย์ทั้งมวล ใน ข้อ๖ “ถ้าเราจะว่า เราร่วมสามัคคีธรรมกับพระองค์และยังดำเนินอยู่ในความมืด เราก็พูดมุสา และไม่ได้ดำเนินชีวิตตามความจริง”
ข้อนี้ทำให้ทราบถึงบริบทของคำว่า “ความสว่าง” คำนี้เป็น เรื่องของการดำเนินชีวิต
       และยิ่งเราใคร่ครวญต่อไปใน ข้อ๘-๑๐ แต่ถ้าเราดำเนินอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างพระองค์ทรงสถิตในความสว่าง เราก็ร่วมสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน และพระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ก็ชำระเราทั้งหลายให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น ถ้าเราทั้งหลายจะว่าเราไม่มีบาป เราก็ลวงตนเอง และสัจจะไม่ได้อยู่ในเราเลย ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น ถ้าเรากล่าวว่าเราไม่ได้ทำบาป ก็เท่ากับเราทำให้พระองค์เป็นผู้ตรัสมุสา และพระดำรัสของพระองค์ก็มิได้อยู่ในเราทั้งหลายเลย ดังนั้น ความสว่าง คำนี้ จึงแสดงถึงความดีทางจริยธรรม คือ ความจริง ความชอบธรรม และความบริสุทธิ์ ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้ ก็เป็นพระลักษณะที่สำคัญขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยเช่นกัน
       “ความมืดในพระองค์ไม่มีเลย” ดังนั้นในภาพที่กลับกันความมืดก็ย่อมแสดงถึง
ความชั่ว ความบกพร่องในด้านศีลธรรม ซึ่งในพระลักษณะขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่มีเลย
ชีวิตผู้เชื่อ คือ ชีวิตแห่งการร่วมสามัคคีธรรมกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ฉะนั้นถ้าไม่ร่วมสามัคคีธรรมก็ ไม่ได้เป็นผู้เชื่อที่แท้ นั้นเอง บางคนอ้างว่าตนเองร่วมสามัคคีธรรม กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นการส่วนตัว การกระทำเช่นนี้เราจะพิสูจน์ด้วยการสังเกต ได้จากการดำเนินชีวิตของพวกเขา เพราะ คำว่า “ร่วมสามัคคีธรรม” หมายถึงการมีบางสิ่งบางอย่างร่วมกัน ดังนั้นพวกเขาต้องดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่าง แต่หากพบว่าพวกเขายังดำเนินชีวิตอยู่ในความมืดอย่างเป็นปกติวิสัย คำกล่าวอ้างที่ว่าพวกเขาร่วมสามัคคีธรรม กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นการส่วนตัวนั้น ก็ไร้ประโยชน์ ไม่มีหลักฐานอะไรเลยที่จะรองรับการกระทำที่กล่าวอ้างนั้น     

อ่านบทความอื่นๆได้ที่ http://theword-2015.blogspot.com/


#############################