วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559

วางใจในพระเจ้าเสมอ (ตอนสาม)

จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา” (อฟ.6:18) วิถีทางหนึ่งที่พวกเราจะสนับสนุนผู้รับใช้ของพระเจ้าในการประกาศข่าวประเสริฐก็ด้วยการอธิษฐาน สงครามฝ่ายวิญญาณที่คริสเตียนกำลังต่อสู้ กับขุมพลังฝ่ายวิญญาณของซาตานนั้น การอธิษฐานอย่างจริงจังจะช่วยบรรเทาลดความรุนแรงได้ ต้องเป็นการอธิษฐานในพระวิญญาณ” “อธิษฐานทุกเวลา” “ด้วยคำอธิษฐานทุกรูปแบบ” “อธิษฐานเผื่อประชากรของพระเจ้าทั้งปวง”  และเฝ้าระวังอธิษฐานในการใช้ชีวิตที่รีบเร่งในยุคปัจจุบัน ด้วยถ้อยคำอธิษฐานขอบพระคุณสั้นๆ เร็วๆ ในทุกโอกาสก็เป็นการฝึกฝนตอบสนองต่อการอธิษฐานตลอดทั้งวันจนติดเป็นนิสัยได้ การอธิษฐานเป็นความร่วมมือของพี่น้องคริสเตียนกับพระเจ้า พวกเราจะได้รับชัยชนะ ความเกียจคร้านในการอธิษฐานอย่างขะมักเขม้น จะเป็นสัญญาณของ
การยอมแพ้ต่อศัตรู
       กลับมาดูชีวิตของอับซาโลม และกษัตริย์ดาวิด สภษ.3:31-35 อย่าอิจฉาคนที่ทารุณ อย่าเลือกทางใดๆ ของเขาเลย 32เพราะคนตลบตะแลงเป็นที่เกลียดชังต่อพระเจ้า แต่คนเที่ยงธรรมอยู่ในความไว้พระทัยของพระองค์ 33   คำสาปของพระเจ้าอยู่บนเรือนของคนชั่วร้าย แต่พระองค์ทรงอำนวยพระพรแก่ที่อาศัยของคนชอบธรรม 34พระองค์ทรงเยาะเย้ยคนที่มักเยาะเย้ย แต่พระองค์ทรงสำแดงพระคุณแก่คนใจถ่อม 35คนฉลาดจะได้เกียรติเป็นมรดก แต่คนโง่จะได้ความอัปยศอับซาโลมจบชีวิตอย่างไร้เกียรติ และนี้เป็นคำเตือนสำหรับทุกคนที่ปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างเลวร้าย โดยเฉพาะต่อผู้ที่พระเจ้าทรงเจิม เช่น กษัตริย์ดาวิด ในการทำสงครามกองทัพของอับซาโลมพ่ายแพ้ตัวอับซาโลมเองขี่ล่อหนีไป ด้วยผมที่ดกยาวของเขาก็ไปพันเข้ากับง่ามไม้ ของกิ่งที่อยู่ส่วนล่างของต้นไม้ใหญ่เขาห้อยติดอยู่ที่นั่น ยังมีชีวิตอยู่แต่ช่วยตัวเองไม่ได้เลย จนกระทั่งโยอาบได้ฆ่าเขาโดยใช้หอกสั้นสามอันแทงเข้าที่หัวใจเขา(2ซมอ.18:6-17) กษัตริย์ดาวิดคงจะดีใจเพราะกบฏได้ถูกปราบแล้ว ไม่ใช่เลย ในทางกลับกันพระองค์เสียพระทัยเป็นอย่างมากพระองค์เดินวนไปเวียนมาร้องไห้และตรัสว่า"โออับซาโลมบุตรของเรา บุตรของเรา อับซาโลมบุตรของเราเอ๋ยเราอยากจะตายแทนเจ้า โอ อับซาโลมบุตรของเรา บุตรของเราเอ๋ย" (2ซมอ.18:33) ถึงแม้ว่าอับซาโลมได้กระทำทุกวิถีทางที่จะต่อสู้กับพระราชบิดา แต่กระนั้นกษัตริย์ดาวิดก็ทรงมีความคิดเพียงอย่างเดียวว่า ขอไว้ชีวิตแก่พระราชบุตรของพระองค์ 2ซมอ.18:5 พระราชารับสั่งโยอาบ อาบีชัย และอิททัยว่า "เบาๆมือกับชายหนุ่มนั้น ด้วยเห็นแก่เราเถิดคือกับอับซาโลม"พวกพลก็ได้ยินคำรับสั่งซึ่งพระราชาประทานแก่ผู้บังคับบัญชาด้วยเรื่องอับซาโลม เมื่อโยอาบขัดขืนคำสั่งของกษัตริย์ดาวิด และฆ่าอับซาโลมพระองค์จึงเสียพระทัยเป็นอย่างมาก พระองค์ไม่ได้ถือโทษ โกรธ หรือแก้แค้นราชบุตรเลย คุณลักษณะนี้แหล่ะที่ทำให้กษัตริย์ดาวิดทรงเป็นบุรุษที่พระเจ้าพอพระทัย
          สดด.4:3 จงทราบเถิดว่า พระเจ้าทรงแยกธรรมิกชนไว้สำหรับพระองค์พระเจ้าทรงสดับฟังเมื่อข้าพเจ้าทูลพระองค์
       สดุดีบทที่ 4 เป็นคำอธิษฐานด้วยความรู้สึกแรงกล้าของกษัตริย์ดาวิดที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าพระองค์ไว้วางใจพระเจ้าอย่างเต็มที่ พระองค์อาจจะประพันธ์บทนี้เพื่อแสดงความรู้สึกโล่งอก และขอบพระคุณพระเจ้า หลังจากที่การกบฏของอับซาโลมล้มเหลว หรือประพันธ์บทนี้โดยนึกถึงนักร้องชาวเลวี ไม่ว่าจะประพันธ์ด้วยเหตุผลใด สดุดีบทนี้ช่วยหนุนใจให้พวกเราไว้วางใจพระเจ้ามากขึ้น กษัตริย์ดาวิดได้เตือนพวกศัตรูของพระองค์ที่จะทำบาปต่อพระเจ้าโดยการต่อต้านกษัตริย์ที่รับการเจิมของพระองค์
       สดด.4: 1 ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงให้ประจักษ์ว่า ข้าพระองค์เป็นฝ่ายชอบธรรม ขอทรงโปรดตอบเมื่อข้าพระองค์ร้องทูลเมื่อข้าพระองค์จนตรอก ขอพระองค์ประทานช่องทางให้ ขอทรงเมตตาแก่ข้าพระองค์และทรงฟังคำอธิษฐานของข้าพระองค์
       กษัตริย์ดาวิดเรียกร้องให้พระเจ้าฟังและตอบคำอธิษฐาน พระองค์ได้วิงวอนต่อพระเจ้าในฐานะ ผู้ชอบธรรมผู้ซึ่งได้รับการช่วยกู้จากความลำบากมาก่อน พระเจ้ามีความชอบธรรมในพระองค์เองพระเจ้าจะกระทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อลูกๆของพระองค์ คือการช่วยกู้พวกเขา เมื่อพวกเขาต้องการความช่วยเหลือ
       สดด.4: 2-5 ท่านผู้ดีเอ๋ย ข้าพเจ้าจะต้องเสื่อมเกียรติไปอีกนานเท่าใด ท่านจะรักคำไร้ค่า และแสวงการมุสาอีกนานเท่าใด 3จงทราบเถิดว่า พระเจ้าทรงแยกธรรมิกชนไว้สำหรับพระองค์ พระเจ้าทรงสดับฟังเมื่อข้าพเจ้าทูลพระองค์ 4โกรธก็โกรธเถิด แต่ {หรือ จงเกรงกลัว และ} อย่าทำบาป จงคำนึงในใจเวลาอยู่บนที่นอนและสงบอยู่ 5จงถวายเครื่องสัตวบูชาให้ถูกต้อง และวางใจในพระเจ้า
       พวกศัตรูของกษัตริย์ดาวิดแตกต่างจากคนของพระเจ้า พวกเขาเป็นคนบาปแต่พระองค์ชอบธรรม ถ้าพวกเขาเป็นอับซาโลมและผู้ติดตามของเขา  หรือใครก็ตามที่พวกเขาเป็น พวกเขาก็ได้พยายามที่ จะเปลี่ยนเกียรติของกษัตริย์ดาวิดในฐานะกษัตริย์ที่ชอบธรรม ไปสู่ชื่อเสียงที่ไม่ดีด้วยการโกหกของพวกเขา พระองค์เป็นผู้ชอบธรรม ด้วยเหตุที่พระเจ้าเลือกสรรพระองค์สำหรับจุดประสงค์พิเศษ นั่นก็หมายความว่า ความชอบธรรมของพระองค์เป็นผลลัพธ์ของการทรงเรียกจากพระเจ้าซึ่งกันพระองค์ไว้เพื่อจุดประสงค์พิเศษของพระเจ้านั้นเอง กษัตริย์ดาวิดจึงมั่นใจว่าพระเจ้าจะได้ยินคำอธิษฐานของพระองค์ ในการดำเนินชีวิตเพื่อรักษาความเชื่อที่มีต่อพระเจ้าพวกเราจำเป็นต้องกล้าและวางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างสุดจิต สุดใจ สุดกำลังความคิด โดยเฉพาะผู้ที่กลับใจรับเชื่อใหม่ ต้องเผชิญกับการต่อต้านจากคนรอบข้าง และครอบครัวของตนเองอย่างแน่นอนกล้าและวางใจสองสิ่งนี้จะหนุนใจได้ สดด.84:11-12 เพราะพระเจ้าทรงเป็นดวงอาทิตย์และเป็นโล่ พระองค์ทรงปูนความชอบและเกียรติ พระเจ้ามิได้ทรงหวงของดีอันใดไว้เลย จากบุคคลผู้เดินอย่างเที่ยงธรรม 12ข้าแต่พระเจ้าจอมโยธา บุคคลที่วางใจในพระองค์ก็เป็นสุข  พระเจ้าทรงอวยพรคนที่สัตย์ซื่อต่อพระองค์ พวกเขาจะดำเนินชีวิตด้วยความยินดี และเป็นสุข
อ่านบทความอื่นๆได้ที่ http://theword-2015.blogspot.com/

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559

วางใจในพระเจ้าเสมอ (ตอนสอง)


 สดด.3: 4-5 ข้าพระองค์ร้องทูลพระเจ้า และพระองค์ตรัสตอบข้าพระองค์จากภูเขาอันบริสุทธิ์ของพระองค์ 5ข้าพเจ้า {สรรพนามบุรุษที่หนึ่ง ใช้เมื่อพูดเรื่องพระเจ้า} นอนลงและหลับไป ข้าพเจ้ากลับตื่นขึ้น เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า
            นอกจากกษัตริย์ดาวิดไม่กังวลต่อการไล่ล่าของอับซาโลมแล้ว พระองค์ยังเชื่อมั่นว่าพระเจ้าจะตอบคำอธิษฐาน พระเจ้าจะปกป้องพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน คำอธิษฐานของพระองค์จะได้รับการตอบสนอง พระเจ้าจะตอบคำอธิษฐานจาก “ภูเขาอันบริสุทธิ์” บางสำนวนจะใช้คำว่า “ศิโยน” ศิโยน เป็นชื่อเมืองป้องของชาวเยบุช และเป็นชื่อเนินเขาที่ป้อมนั้นตั้งอยู่ เนินเขานั้นตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงเยรูซาเล็มใกล้หุบเขาขิดโรน พระองค์ยึดป้อมนี้ได้เมื่อรบชนะพวกเยบุช และทรงเปลี่ยนชื่อเมืองป้อมศิโยนมาเป็นเมืองของดาวิด หรือนครดาวิด (2ซมอ.5:6-9) พระองค์ยังได้นำหีบพันธสัญญาของพระเจ้าที่ถูกทอดทิ้งอยู่ที่บ้านของอาบีนาดับมาไว้ที่ศิโยน(2ซมอ.6:1-5,12) ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาพระองค์มั่นใจว่าจะได้รับการตอบสนองจากที่นั้น
            2ซมอ.22:21-22 พระเจ้าทรงประทานรางวัลแก่ข้าพเจ้าตามความชอบธรรมของข้าพเจ้าพระองค์ทรงตอบข้าพเจ้าตามความสะอาดแห่งมือของข้าพเจ้า  เพราะข้าพเจ้ารักษาบรรดาพระมรรคาของพระเจ้า และไม่ได้พรากจากพระเจ้าของข้าพเจ้าอย่างอธรรม แม้ในยามค่ำคืนซึ่งมีโอกาสที่จะถูกจู่โจมมากที่สุด กษัตริย์ดาวิดก็ไม่กลัวที่จะเข้านอน พระองค์มั่นใจว่าท่านจะตื่นขึ้นมาอีก เพราะประสบการณ์ที่พระองค์มีในอดีตทำให้ท่านมั่นใจอย่างเต็มที่ว่า พระองค์สามารถวางใจ ว่าพระเจ้าจะช่วยอย่างแน่นอน  พวกเราเองก็สามารถมั่นใจเช่นนั้นได้ถ้าพวกเรา ดำเนินชีวิตอยู่ในทางของ
พระเจ้าเสมอ และไม่หันเหไปจากพระองค์
            สดด.3: 6-8 ข้าพเจ้าไม่กลัวคนเป็นหมื่นๆ ซึ่งตั้งตนต่อสู้ข้าพเจ้าอยู่รอบด้าน 7ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงลุกขึ้น ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์โปรดทรงช่วยกู้ข้าพระองค์ขอพระองค์ทรงตบหน้าศัตรูทั้งหลายของข้าพระองค์ และทรงเลาะฟันของคนอธรรมทั้งปวง 8การช่วยกู้เป็นของพระเจ้า ขอพระพรของพระองค์หลั่งลงเหนือประชากรของพระองค์เทอญ
                         แม้ว่ากษัตริย์ดาวิดถูกอับซาโลมทรยศ และคนอื่นๆ อีกหลายคนก็ไม่ภักดีต่อพระองค์ กษัตริย์ดาวิดได้รับความมั่นใจว่าพระเจ้า จะประทานชัยชนะเหนือศัตรูเป็นพันๆ แก่พระองค์ “โปรดทรงช่วยกู้ข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงตบหน้าศัตรูทั้งหลายของข้าพระองค์ และทรงเลาะฟันของคนอธรรมทั้งปวง” การตบหน้าเป็นการดูถูกดูหมิ่น ศัตรูของคนของพระเจ้า จะได้รับความอับอาย และไม่อาจพูดหรือทำสิ่งร้ายต่อไป พวกศัตรูเป็นเหมือนสัตว์ร้ายที่ไม่มีเขี้ยวแล้ว ในข้อ7 นี้แสดงถึงความมั่นใจของกษัตริย์ดาวิดว่าพระเจ้าจะช่วยให้พระองค์พ้นจากศัตรูแน่นอน  ฉธบ.32:35-36 การแก้แค้นและการตอบสนองเป็นของเรา รอเวลาเมื่อเท้าของเขาจะลื่นพลาด เพราะว่าวันหายนะของเขามาใกล้แล้ว และกรรมจะมาถึงเขาโดยเร็วพลัน 36เพราะพระเจ้าจะทรงพิพากษาประชากรของพระองค์ และทรงเมตตาปรานีต่อผู้รับใช้ของพระองค์ เมื่อทอดพระเนตรกำลังของเขาสิ้นลง ไม่มีใครเหลือแล้ว ไม่ว่าทาสหรือไท กษัตริย์ ดาวิดไม่ผูกพยาบาทต่อศัตรู พระองค์ตระหนักว่าพระเจ้าผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถช่วยให้รอดได้ พระเจ้าจะไม่ละทิ้งผู้รับใช้ของพระองค์ เหล่าศัตรูจะได้รับการตอบโต้โดยองค์พระผู้เป็นเจ้าเอง
กษัตริย์ ดาวิดไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเอง แต่ท่านก็ยังระลึกถึงประชาชนของพระเจ้าโดยทั่วไป และเชื่อมั่นว่าพระเจ้าจะทรงอวยพรพวกเขา  พวกเราก็ควรระลึกถึงเพื่อนร่วมความเชื่อด้วย ขอให้พวกเราระลึกถึงพวกเขาในคำอธิษฐานทูล ขอให้พระเจ้าประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่พวกเขาเพื่อพวกเขาจะรวบรวมความกล้าและประกาศข่าวประเสริฐด้วยความมั่นใจได้
จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ 
และจงถือพระแสงของพระวิญญาณ
คือ พระวจนะของพระเจ้า จงอธิษฐานวิงวอนทุกอย่าง 
จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา
ทั้งนี้จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง 
จงอธิษฐานเพื่อธรรมิกชนทุกคนและอธิษฐานเพื่อข้าพเจ้าด้วย 
เพื่อจะทรงประทานให้ข้าพเจ้ามีคำพูดและเกิดใจกล้าประกาศและสำแดงข้อลับลึก
แห่งข่าวประเสริฐได้ เพราะข่าวประเสริฐนี้เองทำให้ข้าพเจ้าเป็นทูตผู้ต้องติดโซ่
อยู่เพื่อข้าพเจ้าจะเล่าข่าวประเสริฐด้วยใจกล้าตามที่ข้าพเจ้าควรจะกล่าว

อ่านบทความอื่นๆได้ที่ http://theword-2015.blogspot.com/

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559

วางใจในพระเจ้าเสมอ (ตอนแรก)

สดด.4:3
จงทราบเถิดว่า พระเจ้าทรงแยกธรรมิกชนไว้สำหรับพระองค์
พระเจ้าทรงสดับฟังเมื่อข้าพเจ้าทูลพระองค์
################
                หลังการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์  ซาอูลในการรบกับชาว     ฟิลิสเตียที่ภูเขากิลโบอา  
ดาวิดมีกลุ่มผู้ติดตามขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่ง ท่ามกลางบรรดาเผ่าคนอิสราเอลจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นกษัตริย์ กษัตริย์ดาวิดยกทัพไปยึดครองเยรูซาเล็ม (2ซมอ. 5,6) และรวมเผ่าต่างๆเข้าเป็นชาติหนึ่งที่มีเอกภาพและมีการปกครองที่เป็นระบบ เรื่องราวของกษัตริย์ดาวิด เหมือนละครในปัจจุบัน  มีเรื่องรักๆใคร่ๆ  ความรุนแรง และการต่อสู้เพื่อให้ได้อำนาจ อาณาจักรของเขามีลักษณะที่แตกต่างจากอาณาจักรของ  ซาอูล  ซาอูลมาจากผู้นำที่เป็นแบบบารมีอำนาจ ไม่มีฐานการสนับสนุนอย่างมั่นคงจากเผ่าต่างๆเขาไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแท้จริงและไม่มีการบริหารที่ได้ผล ตรงกันข้ามกับเดวิด ที่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและการบริหารที่ได้ผล  การปกครองของเขามาจากพระเจ้า โดยพระเจ้า และเป็นของพระเจ้า
            เส้นทางการปกครองของกษัตริย์องค์นี้ ไม่ได้สวยหรูไปทุกเรื่อง พระองค์เคยใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัวด้วยความอิจฉาของกษัตริย์ซาอูล(1ซมอ.23:1-14)  เคยตกอยู่ในความผิดบาปที่ล่วงประเวณี(2ซมอ. 11)  เหตุการณ์หนึ่งที่เจ็ดปวดในชีวิตของกษัตริย์ดาวิดซึ่งบันทึกใน 2ซมอ. 15,16 นั้นคือการก่อกบฏของราชบุตรอับซาโลม  อับซาโลมวางแผนการอันฉลาด ใส่ร้ายผู้เป็นพระราชบิดาของตนเอง และได้ทรงสัญญากับประชาชนว่าจะกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้ประชาชนมีความนิยม      ชมชอบในตัวพระองค์มากขึ้น ในที่สุด หลังจากที่ได้วางแผนการมาเป็นเวลาหลายเดือน อับซาโลมก็
พร้อมที่จะต่อสู้กับพระบิดาของพระองค์เอง และยึดครองบัลลังก์
                เหตุการณ์นี้ ทำให้กษัตริย์ดาวิดหลบหนีด้วยความโศกเศร้าและอัปยศ แต่พระองค์ก็ไว้วางใจ
ในพระเจ้า พระองค์ได้ประพันธ์สดุดีบทที่ 3,4 ซึ่งพรรณนาถึงการหลบหนีของพระองค์ สดุดีสรรเสริญสองบทนี้แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจว่าพระเจ้าทรงสดับฟังและตอบคำอธิษฐาน ทำให้เรามั่นใจว่า
พระเจ้าสถิตกับผู้ซื่อสัตย์ของพระองค์  ด้วยเหตุนี้พวกเราลองใคร่ครวญสดุดีทั้งสองบทนี้ และเรียนรู้ความมั่นใจ สร้างความเชื่อมั่น และส่งเสริมความวางใจในพระเจ้าอย่างไร เมื่อ “ศัตรูของ ข้าพระองค์ ทวีมากขึ้นเหลือเกิน
            สดด.3: 1-2 ข้าแต่พระเจ้า ศัตรูของข้าพระองค์ {สรรพนามบุรุษที่หนึ่ง ใช้เมื่อทูลพระเจ้า} ทวีมากขึ้นเหลือเกิน คู่อริมากมายเหล่านี้กำลังลุกขึ้นต่อสู้ข้าพระองค์ 2เขากำลังกล่าวถึงข้าพระองค์ว่า
 ในพระเจ้าไม่มีทางรอดสำหรับเขา
            “ศัตรูของข้าพระองค์” ในที่นี้คือ พวกกบฏที่อยู่ฝ่ายอับซาโลม (2ซมอ.15:13 ผู้สื่อสารคนหนึ่งมาเฝ้าดาวิดกราบทูลว่า "ใจของคนอิสราเอล ได้คล้อยตามอับซาโลมไปแล้ว") แต่ในพระธรรมสดุดีส่วนใหญ่คำนี้ หมายถึง คนที่เป็นศัตรูของพระเจ้า และของผู้ที่เชื่อพระองค์นั้นคือเป็นผู้ที่รู้จักพระเจ้าแต่ตั้งใจที่จะต่อสู้พระองค์ ออกัสตินปราชญ์คริสต์ศาสนา ให้ความหมายคำว่า “ศัตรู” ในสดุดีบทนี้คือความชั่วและตัณหาต่างๆ ที่คริสเตียนแต่ละคนต้องต่อสู้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นพวกเราสามารถใคร่ครวญแล้วย้อนมาดูชีวิตตนเองได้
            กษัตริย์ดาวิดจึงทูลต่อพระเจ้าว่า ข้าแต่พระเจ้า ศัตรูของข้าพระองค์ทวีมากขึ้นเหลือเกิน คู่อริ(ศัตรู)มากมายเหล่านี้กำลังลุกขึ้นต่อสู้ข้าพระองค์  พวกเขากำลังกล่าวถึงข้าพระองค์ว่า ในพระเจ้าไม่มีทางรอดสำหรับเขา คำว่า “ทางรอด” หรือ “การช่วยกู้” ก็คือ “ความรอด” ในสดุดีใช้คำว่า “ทางรอด” หรือ “การช่วยกู้” เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นการช่วยกู้ทางกายจากสถานการณ์ที่เลวร้ายในการดำเนินชีวิต แทนที่จะเป็นการช่วยกู้ฝ่ายวิญญาณไปสู่ชีวิตนิรันดร์  ชาวอิสราเอลที่ติดตามอับซาโลม เชื่อว่า
พระเจ้าจะไม่ช่วยกษัตริย์ดาวิด ให้รอดพ้นหายนะที่มาจากเงื้อมมือของอับซาโลมและพวกเขาได้    
            สดด.3: 3 ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นโล่ล้อมรอบตัวข้าพระองค์ ป้องกันศักดิ์ศรี
ของข้าพระองค์และทรงเป็นผู้ชูศีรษะของข้าพระองค์ไว้
             แต่กษัตริย์ดาวิดเชื่อว่าพระเจ้าไม่ได้ละทิ้งเขา และเขาถือว่าพระองค์เป็นแหล่งแท้จริง
แห่งการปกป้องของเขา ซึ่งก็คือ เป็นโล่”  เป็นศักดิ์ศรีของข้าพระองค์สะท้อนถึงเกียรติของ
การปรนนิบัติพระเจ้านิรันดร์ผู้ได้ปกครองเหนืออาณาจักรของพระองค์อย่างมีสง่าราศี กษัตริย์ดาวิดรู้สึกมั่นใจว่าพระเจ้าจะนำเขากลับคืนสู่บัลลังก์ของเขา โดยแสดงออกถึงการชูศีรษะหมายถึง
ที่จะฟื้นฟูความมีเกียรติและตำแหน่งและสะท้อนถึงความมั่นใจในพระเจ้า เพราะพระเจ้าได้เลือกดาวิดให้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอล และไม่ได้เลือกอับซาโลม

อ่านบทความอื่นๆได้ที่ http://theword-2015.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559

“ความสว่าง”...บอกความนัย


1ยน.1:5
นี่เป็นข้อความที่เราได้ยินจากพระองค์ และบอกแก่ท่านทั้งหลาย
คือว่าพระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย
“”””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””
          แสงสว่างเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง ของทั้งพระเจ้าพระบิดา    
และพระเจ้าพระเยซูคริสต์ แสงสว่างเป็นพระสิริของพระเจ้า และชี้นำไป
ยังพระองค์ว่า ทรงเป็นผู้นำความรอดมาสู่มนุษย์ สัญลักษณ์นี้ยังให้แนวคิด
แห่งความจริง และในบริบทนี้น่าจะเข้าใจว่า แสงสว่างสำแดงความชอบธรรม ความบริสุทธิ์ และความสมบูรณ์แบบของพระคริสต์ ในพระคัมภีร์ยังมีอีกหลายข้อความที่บันทึกเกี่ยวกับสัญลักษณ์ อาทิเช่น
                   สดด.27:1 พระเจ้าทรงเป็นความสว่างและความรอดของข้าพเจ้าข้าพเจ้าจะกลัวผู้ใดเล่า พระเจ้าทรงเป็นที่กำบังเข้มแข็งแห่งชีวิตข้าพเจ้าข้าพเจ้าจะต้องเกรงใคร
                   สดด.36:9 เพราะธารน้ำพุแห่งชีวิตอยู่กับพระองค์ เราเห็นความสว่างโดยสว่างของพระองค์
                   มธ.4:16 ประชาชนผู้นั่งอยู่ในความมืด ได้เห็นความสว่างยิ่งใหญ่ และ   ผู้ที่นั่งอยู่ในแดนและเงาแห่งความตาย ก็มีความสว่างขึ้นส่องถึงเขาแล้ว
                   ยน.3:19 หลักการพิพากษามีอย่างนี้ คือความสว่างได้เข้ามาในโลกแล้ว แต่มนุษย์ได้รักความมืดมากกว่ารักความสว่าง เพราะกิจการของเขาเลวทราม
                   ยน.8:12 อีกครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า "เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต"
                   ยน.12:46 เราเข้ามาในโลกเป็นความสว่าง เพื่อทุกคนที่วางใจในเราจะมิได้อยู่ในความมืด
                   1ทธ.6:16 พระองค์ผู้เดียวทรงอมตะ และทรงสถิตในความสว่างที่ซึ่งไม่มีคนใดจะเข้าไปถึง ผู้ซึ่งมนุษย์ไม่เคยเห็น และจะเห็นไม่ได้ พระเกียรติ และฤทธานุภาพอันถาวรจงมีแด่พระองค์นั้น อาเมน
          อ.ยอห์น มุ่งไปที่ความสมบูรณ์แบบของพระเจ้า และพระองค์แยกออกจากความบาป พระเจ้ายิ่งใหญ่กว่าเทพใดๆ ของกรีก หรือโรมัน ซึ่งเทพเหล่านี้มี         ทั้งความดี และความชั่วอยู่ด้วยกัน
          จากประวัติการถือกำเนิดของเทพซูส ที่มีอยู่ว่า เทพีไกอาเทพมารดาแห่ง       ผืนดิน ได้สมรสกับเทพยูเรนัสเทพแห่งท้องฟ้า และมีบุตรกลุ่มแรกคือ เหล่าเทพ   ไททันซึ่งสร้างความภาคภูมิแก่เทพยูเรนัสมาก แต่ทว่าบุตรต่อๆมาของเทพีไกอากลับอัปลักษณ์และน่ากลัว เช่น ยักษ์ไซคลอปส์ที่มีตาข้างเดียวกลางใบหน้า และอสุรกายน่าเกลียดต่างๆ ทำให้เทพยูเรนัสพิโรธโยนบุตรเหล่านั้นลงไปขังในคุก  ทาร์ทะรัสใต้พิภพ เทพีไกอาแค้นเทพยูเรนัสมากจึงยุยงให้เหล่าเทพไททันก่อกบฏ ไม่มีเทพองค์ใดที่กล้าชิงบัลลังก์พระบิดายกเว้นเทพโครนัส และจากการช่วยเหลือจากเทพีไกอาทำให้เทพโครนัสชิงอำนาจได้สำเร็จ ทว่าเทพโครนัสไม่ได้ทำตามสัญญาที่จะปลดปล่อยอสูรผู้เป็นน้อง เทพีไกอาจึงสาปแช่งว่าบุตรที่จะเกิดมาของโครนัสจะชิงอำนาจไปเหมือนกับที่บิดาเคยทำเทพโครนัสตระหนักมากเพราะหลังจากนั้นไม่นาน เทพีรีอา พระชายาก็ตั้งครรภ์ เมื่อได้ข่าวการประสูติ เทพโครนัสจึงบุกเข้าไปในตำหนักพระชายาและจับทารกผู้เป็นสายเลือดของตนกลืนลงท้องไป และครรภ์ต่อๆมาของเทพีรีอาก็เช่นกัน ส่งผลให้เทพีรีอาเศร้าเสียใจอย่างมาก       โครนัสให้กำเนิดบุตรและธิดารวมหกองค์ คือ เฮสเทีย เฮดีส ดีมิเตอร์                 โพไซดอน เฮรา   ซูส ซึ่งพอกำเนิดมาได้ถูกโครนัสจับกลืนลงท้องไปแต่เนื่องด้วย    ซูสหนีออกมาได้ จึงรอให้ตัวเองโตแล้วกลับมาช่วยอีก 6 องค์ในภายหลัง เนื่องจาก เฮสเทียเฮดีส ดีมิเตอร์ โพไซดอน และเฮรา เป็นเทพจึงไม่ตายตอนอยู่ในท้องของ    โครนัส
          เทพของกรีก หรือโรมัน มีความประพฤติเหมือนมนุษย์ปกติทั่วไปซึ่งต่างจากองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงเป็น องค์บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธ์ บริสุทธิ์ในความชอบธรรม พระองค์ทรงอยู่ตรงข้ามกับความบาป ซึ่งเป็นความมืดที่อยู่คนละข้างกับความสว่าง ในฐานะที่พวกเราทั้งหลายมีบาปกำเนิดทุกเพศทุกวัย เป็นส่วนของความมืดมากกว่าความสว่าง ในเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นความสว่าง และพวกเราต่างอยู่ในความมืด ความแตกต่างระหว่างพวกเรากับพระเจ้านั้นห่างไกลกันอย่างยิ่ง
          โดยธรรมชาติจิตใจของมนุษย์มีความบาปเจือปนอยู่  พวกเราจะทำอย่างไรเพื่อให้ใจของพวกเราบริสุทธิ์ “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (1ยน.1:9) องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสสอนไว้ว่า แม้ว่าพวกเราจะเป็นคนบาปพวกเราก็จะมีโอกาสกลับใจใหม่ได้  ในการนี้จะสำเร็จได้ด้วยการทำบุญ หรือการให้ทานไม่ได้ แต่จะสำเร็จได้ด้วยความเชื่อในพระโลหิตขององค์พระเยซูคริสต์ ที่ชำระความผิดบาปของเราบนไม้กางเขน ใจบาปของพวกเราได้ถูกชำระด้วยพระโลหิตของพระองค์แล้ว
          พระเยซูคริสต์ตรัสสอน สาวก และรวมถึงพวกเราด้วยว่า  "จงเชื่อในพระเจ้าเถิด” (มก.11:22เพราะว่าสิ่งซึ่งธรรมบัญญัติทำไม่ได้ เพราะเนื้อหนังทำให้อ่อนกำลังไปนั้น พระเจ้าได้ทรงกระทำแล้ว โดยพระองค์ทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา ในสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาป และเพื่อไถ่บาป {หรือ เป็นเครื่องบูชาไถ่คนจากบาป} พระบุตรในเนื้อหนังจึงได้ทรงปรับโทษบาป (รม. 8:3) แม้ว่าพวกเราจะเคร่งครัดตามพระบัญญัติสักเพียงใด พวกเราก็ยังเป็นคนบาปอยู่นั้นเอง เพราะว่าพวกเรามีบาปกำเนิดติดตัวมาทุกคน และพวกเราจะทำให้ใจกลับสะอาดอีกก็ไม่ได้ มีอยู่ทางเดียวเท่านั้นที่พวกเราจะสามารถถอนรากแห่งความผิดบาป ออกจากใจของเราได้ ทางนั้นคือ “ทางพระเยซูคริสต์” พระองค์ได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนได้ถูกลงโทษ และได้ทนทุกข์ทรมานแทนตัวเรา
           “เพราะว่าคนเป็นอันมากเป็นคนบาป เพราะคนคนเดียวที่มิได้เชื่อฟังฉันใด คนเป็นอันมากก็เป็นคนชอบธรรม เพราะพระองค์ผู้เดียวที่ได้ทรงเชื่อฟังฉันนั้น(รม.5:19) ความผิดของ อาดัมและเอวา บรรพบุรุษรุ่นแรกของเราไม่เชื่อฟังคำของพระเจ้า บาปจึงเกิดขึ้นในโลก พวกเราทุกคนจึงเป็นคนบาป แต่พระเยซูคริสต์ทรงเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าครบถ้วนทุกประการ และทรงเต็มพระทัยยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อไถ่พวกเราให้พ้นจากความผิดบาป พวกเราจึงกลายเป็นคนชอบธรรม และรอดพ้นจากความผิดบาป พระเยซูคริสต์ไม่เคยมีบาป แต่ก็ยังทรงเต็มพระทัยยอมรับความผิดบาปของพวกเราทั้งหลายไว้กับพระองค์ และทรงเต็มพระทัยที่จะทนทุกข์ทรมานแทนเรา...องค์พระเยซูคริสต์ผู้เลี้ยงแกะที่ดี###





เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อม
สละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ

(ยน.10:11) 


อ่านบทความอื่นๆได้ที่ http://theword-2015.blogspot.com/

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559

ตามเรา...ตามเรา... (ตอนสุดท้าย)

ตอนสุดท้าย
ตามเรา...ตามเรา... (ยน.21:15-19)
 “การเป็นผู้เลี้ยง”  ความรักจะต้องเป็นแรงจูงใจสูงสุดในการรับใช้พระเจ้า เราจะเห็นได้จากคำถามและคำตอบระหว่างพระเยซูและเปโตรในพระธรรมตอนนี้
คำถามของพระเยซู
คำตอบของเปโตร
คำตอบสนองของพระเยซู
ข้อ 15 - เจ้ารักเรา... (Agape)
ข้าพระองค์รัก...               ( Philios)
จงเลี้ยงลูกแกะของเรา (Feed)
ข้อ 16 - เจ้ารักเรา... (Agape)
ข้าพระองค์รัก...               ( Philios)
จงดูแลแกะของเรา (Tend)
ข้อ 17 - เจ้ารักเรา... (Philios)
ข้าพระองค์รัก...               ( Philios)
จงเลี้ยงแกะของเรา (Feed)
                        คำว่ารักที่ใช้ต่างกันในภาษากรีก   Agapeรักแบบพระเจ้า /  Philios - รักที่เน้นอารมณ์ ความสนิทสนม  เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงถามครั้งที่ 3 พระองค์ใช้คำว่า รักฟีเลย(Philios)” ที่เปโตรใช้ ทำให้เปโตรรู้
ว่าพระเยซูทรงกำลังตรวจสอบความจริงใจของเขา เป็นเหตุให้เปโตรทุกข์ใจมาก การใช้คำว่า รักที่ต่างกัน ไม่ได้เปลี่ยนความหมายอะไร ในพระธรรมยอห์น คำว่า Agape กับ Philios ใช้แทนกันได้และมีความหมายเหมือนกัน
            “ความรับผิดชอบของผู้เลี้ยง”  ความรักที่เรามีต่อพระเจ้านั้นจะพิสูจน์ได้ด้วยการกระทำ คือการรับใช้ผู้อื่น ความรักจะต้องมาพร้อมหน้าที่รับผิดชอบ จงเลี้ยงแกะของเรา ในข้อ 15 และ 17 ใช้คำว่า 'เลี้ยง' หมายถึงการให้อาหาร คือ อาหารฝ่ายวิญญาณ ในข้อ 16 ใช้คำว่า 'ดูแล' หมายถึงการพิทักษ์รักษา ปกป้อง และให้ความปลอดภัย ดังนั้นผู้เลี้ยงมีหน้าที่ความรับผิดชอบให้อาหารฝ่ายวิญญาณ พิทักษ์รักษา ปกป้อง และให้ความปลอดภัย แก่ลูกแกะด้วย ลักษณะของแกะเองก็มี  2 ชนิดในพระคำตอนนี้ คำว่า 'ลูกแกะ' หมายถึงแกะตัวเล็กๆ และคำว่า 'แกะ' หมายถึงแกะที่โตแล้ว นั้นก็หมายความว่า ผู้เลี้ยงที่รักพระเจ้าก็ต้อง 'เลี้ยง' และ'ดูแล'       พี่น้องทั้งเด็กและผู้ใหญ่  
                        ผู้เลี้ยงที่ดีต้องมีชีวิตที่พร้อมจะฟังและทำตามคำบัญชาของพระเยซูคริสต์ เพราะชีวิตของเรานั้นก็ล้วนอยู่ในแผนการณ์ของพระเจ้า พระองค์ทรงประสงค์ให้เราเชื่อและวางใจในการทรงนำของพระองค์ ในข้อ15 – 17 เป็นข้อสรุปเพื่อให้เราเข้าใจถึงหน้าที่รับผิดชอบของผู้เชื่อในการเลี้ยงดูแกะของพระเจ้าและพร้อมที่จะทุ่มเทชีวิตเพื่อพระองค์
ข้อ 18-19
            18เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า เมื่อเจ้ายังหนุ่มเจ้าคาดเอวของเจ้าเอง และเดินไปไหนๆตามที่เจ้าปรารถนา แต่เมื่อเจ้าแก่แล้ว เจ้าจะเหยียดมือของเจ้าออก และคนอื่นจะคาดเอวเจ้า และพาเจ้าไปที่ที่เจ้าไม่ปรารถนาจะไป" 19(ที่พระองค์ตรัสอย่างนั้น เพื่อแสดงว่าเปโตรจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยการตายอย่างไร) ครั้นพระองค์ตรัสอย่างนั้นแล้วจึงสั่งเปโตรว่า "จงตามเรามาเถิด"
                   พระเยซูคริสต์ทรงใช้คําอุปมาเพื่อให้เปโตรเห็นว่าตอนที่เขายังหนุ่ม เขาแต่งตัวเองและไปที่ใดก็ได้ที่อยากไป อย่างไรก็ตามเมื่อเขาแก่ตัวลง เขาก็ต้องให้คนช่วยแม้แต่ในเรื่องการแต่งตัว ต้องยื่นมือออกไปให้คนช่วยแต่งตัวและพาไปไหนต่อไหน มันอาจจะเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการด้วย
                        พระเยซูคริสต์ทรงต้องการให้คําอุปมานี้แสดงให้เห็นว่าเปโตรจะเสียชีวิตอย่างไร นอกจากนี้พระองค์ก็บอกเป็นนัยด้วยว่าความตายของเปโตรจะถวายเกียรติแด่พระเจ้า ในที่สุดก็มีเรื่องเล่าว่า เปโตรถูกประหารชีวิตโดยการตรึงกางเขน อย่างไรก็ตามเขาขอให้ตนเองถูกตรึงกลับหัว โดยถือว่าตนไม่สมควรที่จะตายในลักษณะเดียวกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของตน คําสั่งง่ายๆของพระเยซูคริสต์แก่เปโตรคือ จงตามเรามาเถิด  น่าสังเกตว่าคําสั่งครั้งแรก และครั้งสุดท้ายที่พระเยซูคริสต์ทรงมีแก่เปโตรคือ จงตามเรามาเถิด

(มธ. 4:19 พระองค์ตรัสกับเขาว่า "จงตามเรามาเถิด และเราจะตั้งท่านให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา")
#######################

 อ่านบทความอื่นๆได้ที่ http://theword-2015.blogspot.com/