วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559

ผ่านช่วงเวลาแห่งความมืดมน(ตอนสอง)

          2. เป็นคนพูดด้วยวาจา อ่อนหวาน ไพเราะ เป็นที่เจริญใจ
                   อย่าหลุดปากเอ่ยสิ่งที่ไม่สมควร แต่จงกล่าววาจาอันเป็นประโยชน์เพื่อเสริมสร้างผู้อื่นขึ้นตามความจำเป็นของเขา จะได้เป็นผลดีแก่ผู้ฟัง (อฟ.4:29) นอกจากจะยิ้มแย้มแจ่มใสแล้ว การพูดก็มีความสำคัญ คำพูดที่น่าฟัง โดยอย่าให้คําหยาบคายหลุดออกมาจากปากของเรา ควรกล่าวคําที่ดี และเป็นประโยชน์ให้เกิดความจําเริญ เพื่อจะได้เป็นคุณแก่คนที่ได้ยินได้ฟัง จงให้คำสนทนาของท่านเปี่ยมด้วยพระคุณเสมอ ปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านจะรู้ว่าควรตอบทุกคนอย่างไร” (คส.4:6) ต้องมีคำพูดเพราะๆ ทุกคำพูดของเราควรมาจากความจริงใจ เป็นคำพูดที่ประกอบด้วยเมตตาคุณ ความรัก ความนุ่มนวล รักษาน้ำใจกัน พูดอะไรก็นึกถึงใจคนอื่น และไม่โกหก  นอกจากนั้นแล้ว คำพูดของเรายังต้อง ปรุงด้วยเกลือให้มีรส คือให้เราสะท้อนความงามขององค์พระผู้เป็นเจ้า เสริมสร้างให้เติบโตไปด้วยกัน และช่วยผู้ไม่เชื่อให้ได้เห็นความจริง ความดีงามขององค์พระผู้เป็นเจ้า ผ่านคำพูดของเรา ดังที่เราได้บอกไว้แล้ว บัดนี้ข้าพเจ้าขอกล่าวย้ำอีกครั้งว่าหากใครประกาศข่าวประเสริฐอื่นแก่ท่านนอกเหนือจากที่ท่านได้รับไว้แล้ว ขอให้ผู้นั้นถูกสาปแช่งชั่วนิรันดร์!” (กท.1:9) อย่างไรก็ดี ถ้อยคำที่เต็มไปด้วยพระคุณสุภาพอ่อนหวาน ไม่ได้หมายถึง ไม่กล่าวถ้อยคำแสดงออกด้วยใจร้อนรนและรุนแรง เมื่อจำเป็นต้องต่อสู้กับผู้เชื่อเทียมเท็จ ซึ่งเป็นศัตรูต่อวิถีทางแห่งกางเขน
          3. เป็นคนพูดจริงทำจริง
                     ลูกที่รัก อย่าให้เรารักกันด้วยคำพูดและด้วยปากเท่านั้น แต่ให้เรารักกันด้วยการกระทำและด้วยความจริง (1ยน.3:18) การยิ้มอาจจะเป็นเรื่องง่ายที่จะกระทำ การพูดจาสุภาพก็เช่นกันใครๆก็พอจะพูดได้ แต่เมื่อพูดแล้วลงมือกระทำด้วย อันนี้แหล่ะเป็นเรื่องยาก “ลูกที่รัก” เป็นคำเตือนสติให้เราคิดถึงการบังเกิดในฝ่ายจิตวิญญาณ ประชากรของพระเจ้าต้องไม่ “รักกันด้วยคำพูดและด้วยปากเท่านั้น” นั้นหมายความว่าความรักนั้นไม่ใช่เรื่องของคำพูดเรื่องของปากเท่านั้น แต่เราต้องรักกัน “ด้วยการกระทำและความจริง” “ไม่มีผู้ใดมีความรักยิ่งใหญ่กว่านี้คือ การที่เขายอมสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตนเอง” (ยน.15:13) รักแท้เป็นการกระทำ มิใช่ความรู้สึก ดั่งองค์พระเยซูคริสต์ที่มีรักแท้ต่อมนุษยชาติ รักแท้ของพระองค์เกิดผลเป็นการให้อย่างเสียสละ และไม่เห็นแก่ตัว การกระทำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของความรักก็คือ การเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่น เมื่อพี่น้องขัดสนเรามีท่าทีอย่างไรบ้าง ความรักที่แสดงออกก็ด้วยความช่วยเหลือแก่คนขัดสนอย่างจริงใจ นั้นคือ แบ่งปันทรัพย์สินฝ่ายโลกของเราให้แก่พวกเขา การปฏิเสธไม่ให้อาหาร เสื้อผ้าหรือเงินทองเพื่อช่วยเหลือคนขัดสนนั้น เป็นการปิดใจของเราต่อพวกเขา (1ยน.3:16-17)  แต่สำหรับคริสเตียนเราต้องแสดงความรัก ทางหนึ่งที่กระทำได้ คือจัดหาความช่วยเหลือเพื่อคนอื่นที่ขัดสน ซึ่ง อ.ยากอบ เองก็มีคำสอนอยู่ใน บทที่2ข้อ14ถึง17 เราต้องถามตัวเองว่าการกระทำของเรา แสดงให้เห็นชัดเจนเพียงใดว่า เรารักคนอื่นจริงๆ เรามีน้ำใจกว้างขว้างเพียงไร ในการแบ่งปันต่อผู้ขัดสน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการกระทำที่ดูเหมือนว่า มาจากความรักนั้น บางครั้งอาจเป็นความรักที่เสแสร้ง หรือหน้าซื่อใจคดได้เหมือนกัน อ.ยอห์น จึงเพิ่มคำว่า “ด้วยความจริง” เข้าไปด้วย ความรักของเราต้องเป็นความรักที่เป็นความจริง ไม่ใช่ของปลอมๆ หรือเสแสร้ง เพราะความรักแท้เช่นนั้นถึงจะเป็นตัวพิสูจน์ได้ว่าคนๆ นั้น ได้ “พ้นจากความตายไปสู่ชีวิตแล้ว” (1ยน.3:14)
          4. เป็นคนมีใจรับใช้ผู้อื่น
                   พี่น้องทั้งหลาย ที่ทรงเรียกท่านนั้นก็เพื่อให้มีเสรีภาพ แต่อย่าใช้เสรีภาพของท่านเพื่อปล่อยตัวตามวิสัยบาป แต่ “จงรับใช้กันและกันด้วยความรัก” (กท.5:13) การที่อยากจะให้สิ่งดีแก่ใครบางคน สามารถทำให้ร่างกายของเราหลั่งสารแห่งความสุขจนท่วมท้นตัวของเราแล้ว ความสุขที่เกิดจากการรับ แม้จะมี แต่ก็ไม่อาจเปรียบได้กับความสุขที่เกิดจากการให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสิ่งที่เราให้ออกไปนั้นเป็นสิ่งที่ก่อเกิดความสุขให้แก่ผู้รับ การให้ที่กล่าวมานี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นการให้เงินทอง หรือสิ่งของที่มีมูลค่าราคาสูงบางครั้งสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ผ่านการแสดงน้ำใจใน “การรับใช้” ด้วยความถ่อมใจก็อาจก่อเกิดสุขแก่ผู้รับจนเกินบรรยายแล้ว อาทิเช่น  การให้รอยยิ้มที่ปริ่มปาก การให้หูที่รับฟังด้วยใส่ใจ การให้มือช่วยหยิบยื่นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยมิตรภาพ “การให้กับการรับใช้” จึงเป็นคู่แฝดที่นำความสุขมาให้แก่ผู้ที่กระทำ การรับใช้ผู้อื่นนั้นทำให้ผู้อื่นเห็นความรักของพระเจ้าในชีวิต และนั่นเป็นสิ่งที่วิเศษมาก อ.เปาโลสอนว่า บางคนใช้หลักการเรื่องเสรีภาพของคริสเตียนในทางที่ผิด และใช้มันเป็นช่องทางที่จะทําอะไรก็ได้ตามใจชอบ ความแตกแยกมีให้เห็นอยู่ทั่วไป ทางออกของปัญหานี้ นั้นง่ายนิดเดียว แต่จงรับใช้ซึ่งกันและกันด้วยความรักเถิด คํากล่าวนี้ลึกซึ้งจริงๆ เราไม่เพียงควรรักซึ่งกันและกันเท่านั้น แต่เราควรรับใช้ซึ่งกันและกันด้วยน้ำใจแบบเดียวกันด้วย
          5. เป็นคนมีความถ่อมใจ
                   ท่านทั้งหลาย “จงถ่อมใจ” ลงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระองค์จะทรงยกชูท่านขึ้น (ยก.4:10)เมื่อเราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ความหยิ่งจองหองนั้นไม่น่ารักในสายพระเนตรของพระเจ้าเลย (คนอื่นๆ ก็ไม่ชอบเหมือนกัน) ถ้าอยากดำเนินชีวิตคริสเตียนแบบสวยงาม เราต้องมีความยำเกรงพระเจ้าและความถ่อมใจ เพราะความถ่อมใจเดินนำหน้าเกียรติ แต่ความเอาแต่ใจมาพร้อมกับความน่าเกลียด (สภษ.18:12) พระเจ้าจะยังไม่ยกชูเราจนกว่าเราจะเต็มใจถ่อมตัวลงต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า ด้วยความเสียใจตามแบบของพระองค์ เพราะผู้ใดยกตัวเองขึ้นจะถูกทำให้ต่ำลงและผู้ใดถ่อมตัวลงจะได้รับการเชิดชูขึ้น (มธ.23:12) และเพราะฉะนั้นพวกท่านจงถ่อมใจลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้าเพื่อพระองค์จะทรงยกท่านขึ้นเมื่อถึงเวลาอันควร (1 ปต.5:6) พระเจ้าทรงต่อสู้กับคนที่หยิ่งจองหอง และทรงประทานพระคุณแก่คนที่ใจถ่อม
          ห้าวิธีการตามพระคัมภีร์ที่จะทำให้ชีวิตของเราๆ สามารถเป็นที่รักได้สำหรับคนรอบข้าง ไม่ว่าเราจะทำอะไรให้เราทำด้วยเต็มใจเหมือนทำถวายพระเจ้า รักกันด้วยใจจริง แสดงออกด้วยจริงใจ แบบนี้แหล่ะถึงจะเรียกว่า เป็นลูกๆ ที่น่ารักของพระเจ้า คริสเตียนแบบนี้แหล่ะที่ดูดีมีเสน่ห์

อ่านบทความต่อได้ที่  http://theword-2015.blogspot.com/

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559

ผ่านช่วงเวลาแห่งความมืดมน(ตอนแรก)



โยบ3:20
ทำไมหนอจึงยังให้แสงสว่างแก่ผู้ที่ทุกข์ลำเค็ญ
และ ให้ชีวิตแก่ผู้ที่ขมขื่นในดวงวิญญาณ

          มนุษย์มีชีวิตอยู่เพื่อความสำเร็จ เมื่อสำเร็จในขั้นนี้แล้วก็ต้องการความสำเร็จ ในขั้นตอนต่อไปอีก
ดังมีคำกล่าวกันว่าความสำเร็จก็ คือ ความไม่สำเร็จ และความไม่สำเร็จขั้นต่อ ๆ ไปอีก ความสำเร็จดังกล่าวนี้จะเป็นไปด้านใดก็ได้ และจะต่ำสูงเพียงไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพฐานะ และโอกาสของแต่ละคน คริสเตียนเองก็มีชีวิตอยู่เพื่อความสำเร็จ ต่างกันตรงที่ความพยายาม หรือความกระตือรือร้นต่างกันมากน้อยเพียงใดเท่านั้น และความสำเร็จอันสุดท้ายคือ ความสุขอันเกิดจากความรักองค์พระผู้เป็นพระเจ้า และการได้รับความรักจากพระองค์ตลอดกาล
                “โยบ” ก็เช่นกัน เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งมีความปรารถนาที่จะมีชีวิตเพื่อความสำเร็จ และความสำเร็จอันสูงสุดก็คือ ความสุขอันเกิดจากความรักองค์พระผู้เป็นพระเจ้า และการได้รับความรักจากพระองค์ตลอดกาล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขาตั้งแต่บทที่ ๑ข้อ๑๓ ถึงบทที่ ๒ข้อ๑๐ เป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายในชีวิตของเขาไม่ว่าจะเป็นเรื่อง วัวถูกปล้น ฟ้าผ่าฝูงแกะและคนเลี้ยงตาย กองโจรปล้นอูฐและฆ่าบ่าวไพร่ตาย พายุพัดบ้านพังทับบุตรชายบุตรสาวตาย  และเกิดฝีร้ายขึ้นทั่วตัวของโยบอย่างทรมาน  
                เมื่อเพื่อนสามคนของโยบ คือเอลีฟัสชาวเทมาน บิลดัดชาวชูอาห์ และโศฟาร์ชาวนาอามาห์ ได้ข่าวเรื่องความทุกข์ร้อนทั้งสิ้นที่เกิดกับเขา ก็นัดกันเดินทางจากบ้านมาเพื่อร่วมทุกข์และให้กำลังใจโยบ 12 เมื่อพวกเขาเห็นโยบแต่ไกลก็จำเขาแทบไม่ได้ พวกเขาจึงพากันร้องไห้เสียงดัง ฉีกเสื้อผ้า และโปรยฝุ่นใส่ศีรษะ 13 แล้วนั่งอยู่ที่พื้นเป็นเพื่อนโยบตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืน ไม่มีใครเอ่ยอะไรแม้แต่คำเดียวเพราะเห็นว่าโยบทุกข์ทรมานแสนสาหัสเพียงใด (โยบ2:11-13) โยบนิ่งเงียบ ตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ตกใจและกลัวเกินกว่าที่จะพูดอะไร เขาทำได้แค่นั่งจมอยู่กับความเจ็บปวดของเขา เมื่อเพื่อนทั้งสามได้ข่าวความทุกข์ยากของโยบ พวกเขาก็เดินทางมาเพื่อร่วมทุกข์และให้กำลังใจ ถึงแม้ว่ากาลต่อมากำลังใจจากพวกเขาช่วยอะไรโยบไม่ได้เลย แต่อย่างน้อยพวกเขาก็มาหาโยบ พวกเขาต้องการช่วยโยบจริงๆ พวกเขาร้องไห้กับโยบ นั่งนิ่งกับโยบเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เหตุที่พวกเขามาแล้วนั่งนิ่งก็ด้วยตามธรรมเนียมของยิวแล้ว คนที่มาปลอบผู้ไว้ทุกข์ไม่ควรพูดอะไรจนกว่าผู้ไว้ทุกข์จะพูดขึ้นมาก่อน บ่อยครั้งการนิ่งเงียบก็เป็นวิธีตอบสนองที่ดีที่สุดเมื่อเราเห็นคนอื่นกำลังทุกข์ใจ เพื่อนๆ ของโยบ ตระหนักว่าโยบเจ็บปวดรวดร้าวเกินกว่าจะเยียวยาได้ด้วยคำพูด ดังนั้นพวกเขาจึงไม่พูดอะไรเลย บางครั้งเรามักจะรู้สึกว่าเราควรจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อให้กำลังใจ หรือให้ข้อคิดแก่เพื่อนที่ทุกข์ใจ แต่บางทีสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดก็คือ ให้เราอยู่เคียงข้างและแสดงความห่วงใยก็พอ คำตอบที่คาดเดา หรือคำพูดซ้ำซากนั้น สู้ความเห็นอกเห็นใจอย่างเงียบๆ และการอยู่เคียงข้างกันด้วยความรักไม่ได้  
                เพื่อนดีมีหนึ่งถึงจะน้อย ดีกว่าร้อยเพื่อนคิดริษยา เหมือนมีเกลือนิดหน่อยด้อยราคา ยังดีกว่าน้ำเค็มเต็มทะเล คนเราไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนมากมาย ด้วยว่าคุณค่าของเพื่อนไม่ได้อยู่ที่ “ปริมาณ” แต่อยู่ที่ “คุณภาพ” หากว่าเรามีเพื่อนที่มีคุณภาพแม้จะเป็นเพียงแต่หยิบมือเดียว แต่ก็ทำให้ชีวิตของเรามีความสุขอย่างสุดที่จะบรรยายได้แล้ว เพื่อนดีมีคุณภาพ คือเพื่อนที่เสริมหรือเพิ่มคุณค่าให้กับชีวิตของเรา ดังนั้นเพื่อนคนใดที่ยิ่งคบหาก็ยิ่งฉุดเราให้ตกต่ำลง เพื่อนอย่างนั้นเราควรรีบออกห่างไว้ จะปลอดภัยกว่าแต่สิ่งที่จะเป็นตัวพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่า ใครคือเพื่อนแท้ก็คือต้องดูในยามที่เราต้องการความช่วยเหลือจริงๆ ดังภาษิตที่ว่า เพื่อนแท้คือเพื่อนในยามยาก พวกเราจะสร้างความเป็นเพื่อนที่ดีต่อผู้อื่นได้อย่างไร อาจเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายที่จะสร้างมิตรภาพกับคนแปลกหน้า แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าที่จะสอนพวกเรา เพื่อให้เป็นคริสเตียนที่ดูดีมีเสน่ห์ในตัวเอง ควรดำเนินชีวิตแบบนี้
                1. เป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส
                                "จิตใจที่เป็นสุขเป็นยาขนานเอก แต่วิญญาณที่ร้าวรานทำให้ใจกายห่อเหี่ยว” (สภษ.17:22) “จิตใจที่เป็นสุข” ความสุขภายใน แสดงออกมาเป็นความชื่นชมยินดีภายนอก ก็ด้วย “รอยยิ้ม” การที่เรายิ้มจะทำให้เรามีแรงดึงดูดด้านบวก ที่ทำให้ผู้อยู่ใกล้มีความสุขไม่อึดอัด มนุษย์มีคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งที่หาไม่ได้ในบรรดาสัตว์ที่มีชีวิตด้วยกัน นั้นก็คือ ยิ้ม”  สัตว์โลกทุกชนิดที่ยกย่องกันว่าเป็นสัตว์ที่ฉลาดและฝึกได้  แต่ฝึกให้ ยิ้มไม่ได้   ยิ้มของคน ซื้อขายไม่ได้ ยิ้มเป็นเครื่องดึงดูดให้คนเข้าใกล้  ปราศจากความระแวง  ยิ้มเป็นเกราะป้องกันภัยให้แก่ตนเองได้ด้วย  แต่ต้องเป็นยิ้มตามปกติไม่ใช่ยิ้มอย่างนักแสดง ที่โปรยยิ้มไปรอบๆเวที เพราะนั้นเป็นรอยยิ้มที่แต่งขึ้น  ยิ้มต้องเกิดจากใจจริง  มีลักษณะเบิกบาน  สดชื่น และบรรเทาทุกข์ร้อนได้ ทำให้ผู้ยิ้มเป็นผู้มีสติยั้งคิด  ไม่ผลุนผลัน เมื่อฝ่ายหนึ่งหน้าบึ้งมาหา  อีกฝ่ายหนึ่งยิ้มรับเหตุร้ายย่อมกลายเป็นดี ในการยิ้มคนเราจะใช้กล้ามเนื้อใบหน้าเพียงสองมัด  คือกล้ามเนื้อบริเวณแก้มและรอบดวงตา คนเราจะยิ้มเมื่อมีความสุข  ยิ้มเพื่อปลอบใจและให้กำลังใจตนเอง หรือผู้อื่น ยิ้มเพื่อต้องการทักทาย ผูกมิตร  ยิ้มเพื่อขอบคุณ ขอโทษ และให้อภัย และยิ้มเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก  ซึ่งรอยยิ้มที่จริงใจจะปรากฏอยู่เพียง หนึ่งถึงสี่วินาที เท่านั้น  
          การยิ้มทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ดี  สมองจะมีอุณหภูมิต่ำลง  หัวใจเต้นช้าลง  ความดันโลหิตลดลง  ระบบต่างๆ ในร่างกายผ่อนคลาย ต่อมหมวกไตทำงานน้อยลง  ฮอร์โมนอะดรีนาลีนซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียดจะถูกขับออกมาน้อยลง  ดังนั้นการยิ้มจะมีผลทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย  ช่วยลดความเครียด ช่วยเสริมสร้างอารมณ์และความรู้สึกให้ดีขึ้นได้  ยิ้ม  เป็นภาษาสากลที่เหมือนกันทุกชาติทุกภาษา  โดยปกติคนเราจะยิ้มเมื่อมีความสุข ดังนั้นการยิ้ม จึงถือว่าเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของความสุข   คนที่มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เป็นนิจ  แสดงว่าเป็นคนมองโลกในแง่ดี สนุกสนาน ร่าเริง  มั่นใจในตัวเอง มีวุฒิภาวะ ไม่มีลับลมคมใน  มีเสน่ห์  เอื้อเฟื้อ เข้ากับคนอื่นได้ง่าย   ต่างกับคนที่ทำหน้าตาเคร่งขรึม  มักจะถูกมองว่าเป็นคนเคร่งเครียด  เป็นคนหยิ่ง เจ้าระเบียบ เย็นชาและไม่น่าคบ การยิ้มยังเป็นการแสดงถึงความกล้าหาญในการเผชิญกับอุปสรรคต่างๆอีกด้วย   เช่น ในสถานการณ์คับขันหากเรายังยิ้มได้ อย่างที่เรียกว่า ยิ้มได้เมื่อภัยมาแสดงว่าบุคคลนั้นมีความมั่นใจในตัวเอง จึงมีพลังในที่จะเอาชนะปัญหาอุปสรรคนั้นได้ เป็นที่ยอมรับกันว่า “การยิ้มเป็นกลยุทธที่ดีในการสร้างมิตร” เพราะช่วยลดความแปลกหน้า ทำให้เกิดความไว้วางใจกัน  เป็นการเพิ่มเสน่ห์ให้ตนเอง ใครได้เห็นเป็นที่ประทับใจ การยิ้มแย้มทำให้การทำงานร่วมกันง่ายขึ้น ลดปัญหาอุปสรรค ความขัดแย้งหรืออคติต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น  กล่าวโดยสรุปการยิ้มจึงมีประโยชน์มากมายมหาศาลในการสร้างความสุขโดยไม่ต้องใช้เงินซื้อหาที่ยิ่งให้ยิ่งได้รับ แล้วเราจะรู้ว่ายิ้มสร้างชีวิตที่แจ่มใสให้กับตัวเราเองและคนรอบข้างได้อย่างมหัศจรรย์


อ่านบทความต่อได้ที่  http://theword-2015.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2559

โปรดวางใจ(ตอนสุดท้าย)

                        1พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านรับรู้ข้อเท็จจริงที่ว่าบรรพบุรุษของเราล้วนได้อยู่ใต้เมฆและได้ผ่านทะเลไปทุกคนพวกเขาล้วนได้รับบัพติศมาเข้าส่วนในโมเสส ในเมฆและในทะเล พวกเขาล้วนได้รับประทานอาหารทิพย์เหมือนกันและได้ดื่มน้ำทิพย์เหมือนกัน พวกเขาได้ดื่มน้ำจากศิลาทิพย์ ซึ่งร่วมทางมากับพวกเขา และศิลานั้นคือพระคริสต์ อย่างไรก็ตามพระเจ้าไม่พอพระทัยพวกเขาเกือบทั้งหมด บรรพบุรุษเหล่านั้นจึงล้มตายเกลื่อนกลาดในถิ่นกันดาร สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อเป็นตัวอย่าง[a] ไม่ให้จิตใจของเราฝักใฝ่ในสิ่งชั่วร้ายเหมือนที่คนเหล่านั้นได้ทำ อย่านับถือรูปเคารพเหมือนบางคน ดังที่มีเขียนไว้ว่า ประชากรนั่งล้อมวงกินดื่มและลุกขึ้นระเริงในงานเลี้ยงอย่างคนนอกศาสนา[b] เราไม่ควรทำผิดศีลธรรมทางเพศเหมือนที่บางคนได้ทำแล้วล้มตายถึง 23,000 คนในวันเดียว เราไม่ควรลองดีกับองค์พระผู้เป็นเจ้าเหมือนที่พวกเขาบางคนได้ทำแล้วถูกงูกัดตาย 10 และอย่าพร่ำบ่นเหมือนที่พวกเขาบางคนได้ทำแล้วถูกทูตมรณะประหาร11 สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแก่พวกเขาเพื่อเป็นตัวอย่าง และบันทึกไว้เพื่อเตือนใจเราผู้ซึ่งอยู่ในยุคที่พระราชกิจของพระเจ้าจะสำเร็จ (1คร.10:1-11) อ.เปาโลนำเหตุการณ์อพยพของอิสราเอลมาเป็นบทเรียนสำคัญ เพื่อเตือนพวกเราทุกคนในองค์พระเยซูคริสต์ว่า เราจะไม่ได้รับความมั่งคั่งในพันธสัญญาของพระเจ้าหากปราศจากการเชื่อฟังที่เกิดจากความเชื่อ ประชากรอิสราเอลเป็นตัวอย่างของผู้ที่ยังไม่เติบโตเต็มที่ฝ่ายวิญญาณ ซึ่งแสดงให้เห็นในการที่พวกเขามีความมั่นใจเกินควร และไม่มีวินัย เมฆและทะเล ที่กล่าวในที่นี้พาดพิงถึงตอนที่อิสราเอลอพยพออกจากอียิปต์พ้นจากการเป็นทาส พระเจ้าทรงนำเขาด้วยเมฆ และทรงนำข้ามทะเลแดงมาอย่างปลอดภัย อาหารและน้ำฝ่ายวิญญาณ เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้อย่างอัศจรรย์ ขณะเดินท่องไปในทะเลทราย “ได้รับบัพติศมาเข้าส่วนในโมเสส” สิ่งนี้คือ การที่ประชากรอิสราเอลรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้การนำของโมเสส เมื่อครั้งที่อพยพออกจากอียิปต์ (เปรียบได้กับพวกคริสเตียนเราในปัจจุบันที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพระคริสต์ด้วยพีธีบัพติศมา) พระเจ้าทรงปกป้องและเลี้ยงดูอิสราเอลอย่างมากมาย แต่พวกเขาก็บ่นว่าพระเจ้า พวกเขาทดลองพระองค์ อ.เปาโลนำวิธีการดำเนินชีวิตของตนเองมาเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้เชื่อทุกคนได้เรียนรู้ 19 แม้ข้าพเจ้าเป็นอิสระและไม่ขึ้นกับใคร ข้าพเจ้าก็ยอมตัวเป็นทาสรับใช้คนทั้งปวงเพื่อชนะใจผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ 20 ต่อพวกยิวข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนคนยิวเพื่อชนะใจคนยิว ต่อบรรดาผู้อยู่ใต้บทบัญญัติข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนผู้อยู่ใต้บทบัญญัติ (แม้ตัวข้าพเจ้าเองไม่ได้อยู่ใต้บทบัญญัติ) เพื่อจะได้ชนะใจผู้อยู่ใต้บทบัญญัติ 21 ต่อบรรดาผู้ที่ไม่มีบทบัญญัติข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนผู้ที่ไม่มีบทบัญญัติ (ทั้งๆ ที่ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นอิสระจากบทบัญญัติของพระเจ้า แต่อยู่ใต้บทบัญญัติของพระคริสต์) เพื่อจะได้ชนะใจผู้ที่ไม่มีบทบัญญัติ 22 ต่อผู้อ่อนแอข้าพเจ้าก็เป็นผู้อ่อนแอ เพื่อจะได้ชนะใจผู้อ่อนแอ ข้าพเจ้าได้เป็นคนทุกแบบต่อคนทั้งปวง เพื่อว่าข้าพเจ้าจะช่วยบางคนให้รอดโดยทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ 23 ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งนี้เพราะเห็นแก่ข่าวประเสริฐ เพื่อข้าพเจ้าจะได้มีส่วนร่วมในพระพรแห่งข่าวประเสริฐ24 ท่านไม่รู้หรือว่าในการแข่งขัน นักวิ่งทุกคนออกวิ่ง แต่มีเพียงคนเดียวที่ได้รับรางวัล? จงวิ่งอย่างนั้นเพื่อให้ได้รางวัลมา25 ผู้เข้าแข่งขันทุกคนผ่านการฝึกซ้อมอย่างเข้มงวด เขาทำอย่างนั้นเพื่อมงกุฎอันไม่ยืนยง ส่วนเราทำเพื่อมงกุฎอันยืนยงเป็นนิตย์ 26 เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงไม่ได้วิ่งอย่างไม่มีจุดหมาย ข้าพเจ้าไม่ได้ต่อสู้เหมือนคนชกลม 27 เปล่าเลย ข้าพเจ้าฝึกฝนตนเองให้อยู่ในการควบคุม เพื่อว่าหลังจากที่ข้าพเจ้าได้ประกาศแก่คนอื่นแล้ว ข้าพเจ้าเองจะไม่ขาดคุณสมบัติที่จะรับรางวัล”(1คร.9:19-27) การประกาศข่าวประเสริฐเป็นของประทาน และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกให้อ.เปาโลกระทำ เขาเองก็มีใจปรารถนาทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า และใช้ของประทานของตนเพื่อพระสิริของพระองค์ อ.เปาโลยืนยันว่าท่านมีเสรีภาพจะทำสิ่งใดก็ได้ แต่ในข้อ24-27 ท่านย้ำถึงชีวิตที่มีวินัยเคร่งครัด ชีวิตคริสเตียนเป็นชีวิตที่มีทั้งวินัยและเสรึภาพ เป้าหมายแห่งชีวิตของเขาก็เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า และเพื่อนำผู้คนมารู้จักกับพระคริสต์อ.เปาโลจึงไม่ได้ยึดติดกับหลักปรัชญาใดๆ รวมทั้งไม่พัวพันกับเรื่องทางวัตถุ ซึ่งอาจจะหันเหใจท่านให้ออกจากจุดหมายชีวิต ขณะเดียวกันก็อยู่อย่างมีวินัยอันเข้มงวด เพื่อจะได้ไปถึงจุดหมาย สำหรับอ.เปาโลแล้วทั้งเสรีภาพและวินัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับใช้พระเจ้า ชัยชนะในการวิ่งแข่งขันจำเป็นต้องมีทั้งเป้าหมายและวินัย อ.เปาโลใช้ภาพการวิ่งแข่งขันเพื่อสะท้อนถึงการดำเนินชีวิตเพื่อการรับใช้ ดังนั้นชีวิตคริสเตียนต้องทำงานหนัก ต้องปฏิเสธความต้องการของตนเอง และเตรีมพร้อมที่จะเหน็ดเหนื่อยอยู่เสมอในฐานะคริสเตียนเรากำลังวิ่งสู่เป้าหมาย นั่นคือ “รางวัลแห่งเมืองสวรรค์”  ชัยชนะในการวิ่งแข่งขันจำเป็นต้องมีทั้งเป้าหมายและวินัยชัยชนะในการวิ่งแข่งขันจำเป็นต้องมีทั้งเป้าหมายและวินัย บางครั้งอ.เปาโลรู้สึกว่าตนเองอาจจะกลายเป็นคนที่ “ขาดคุณสมบัติ” จริงๆแล้วท่านไม่ได้หมายความว่า ตัวท่านจะสูญเสียความรอด แต่หมายความว่า ท่านเกรงว่าจะสูญเสียสิทธิพิเศษที่จะบอกคนอื่นเรื่องพระคริสต์ เป็นเรื่องง่ายที่จะบอกคนอื่นว่าควรใช้ชีวิตอย่างไร แต่ตนเองไม่ทำตามคำแนะนำของตนเอง พวกเราจึงต้องระวังที่จะทำตามที่พวกเราสอน วินัยที่ควรมีในชีวิตที่เชื่อและวางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าก็ คือ การอธิษฐาน การศึกษาพระคัมภีร์ และนมัสการสามัคคีธรรม ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้จะช่วยให้เรามีความพร้อมที่จะวิ่งอย่างแข็งขันและทรหด ขออย่าเป็นเพียงผู้ชมบนอัฒจันทร์ และอย่าเป็นเพียงผู้วิ่งเหยาะๆ ออกกำลังพักสองพักในตอนเช้า แต่ให้ฝึกฝนอย่างหมั่นเพียร เพราะความก้าวหน้าฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเราขึ้นกับสิ่งเหล่านี้

อ่านบทความต่อได้ที่  http://theword-2015.blogspot.com/

วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2559

โปรดวางใจ(ตอนสี่)


           37 คนเหล่านั้นซึ่งกระจายข่าวในแง่ร้ายเกี่ยวกับดินแดนนั้นก็ล้มตายลงด้วยโรคภัยต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้า+38 ในบรรดาคนที่ไปสำรวจ มีเพียงโยชูวาบุตรนูนกับคาเลบบุตร
เยฟุนเนห์เท่านั้นที่รอดชีวิตอยู่ (กดว.14:37-38) อิสราเอลดื้อรั้นและขาดความไว้วางใจในองค์พระ
ผู้เป็นเจ้า จนกระทั้งพระองค์ต้องตรัสถามโมเสสว่าพระองค์จะต้องทนประชากรที่มีใจไม่เชื่อนี้อีกนานเท่าใด พระองค์กลับประกาศว่า “...เราจะใช้ภัยพิบัติมาทำลายพวกนั้น...” (กดว.14:12) สำหรับพระเจ้าแล้วพระองค์ทรงพร้อมที่จะเริ่มใหม่หมด และสร้างชนชาติใหม่ผ่านทางโมเสส พระองค์ทรงเหลืออดเต็มทนกับความดื้อรั้น ความไม่เชื่อ และการไม่เชื่อฟังของชนชาติอิสราเอล โมเสสอธิษฐานทูลขอเผื่อชนชาติอิสราเอล โมเสส “ยกเหตุผล” โต้แย้งน้ำพระทัยที่ตร้สไว้แล้วในเรื่องนี้ เขาประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนพระประสงค์ และพระดำริของพระเจ้าผ่านทางการอธิษฐานเผื่อ นี่คือความจริงที่ว่า คำอธิษฐานอันร้อนรนของผู้ชอบธรรมมีพลังมากทำให้เกิดผล โมเสสเตือนความจำพระเจ้าก่อนว่า คนอียิปต์จะคิดอย่างไร และเตือนพระเจ้าว่าชนชาติอื่นๆ ในเขตแดนนั้นจะคิดยังไง นั่นคือ พระเจ้าทรงนำประชาชนเหล่านี้ออกจากอียิปต์ และไม่สามารถนำพวกเขาไปถึงแผ่นดินนั้นที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้กับพวกเขา เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงฆ่าพวกเขาเสีย โมเสสกล่าวสรรเสริญฤทธิ์เดชของพระเจ้าต่อไป 18 'องค์พระผู้เป็นเจ้า+ทรงกริ้วช้า บริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง ทรงอภัยบาปและการกบฏ แต่พระองค์จะไม่ทรงละเว้นโทษผู้ที่ทำผิด พระองค์จะทรงลงโทษลูกหลานของเขาเพราะบาปของบรรพบุรุษถึงสามสี่ชั่วอายุคน'”(กดว.14:18 น่าจะยกข้อความมาจาก อพย.34:6-7) เขากล่าวเตือนให้พระเจ้าระลึกถึงความอดทนนาน พระเมตตา และการยกโทษรวมถึงการพิพากษาอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ โมเสสจึงวิงวอนพระเจ้าว่า “โดยเห็นแก่ความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ขอทรงอภัยโทษบาปของประชากรเหล่านี้ดังที่ได้ทรงอภัยให้เสมอมาตั้งแต่ข้าพระองค์ทั้งหลายออกจากอียิปต์มาจวบจนบัดนี้" จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ จะทราบถึงพระลักษณะของพระเจ้า พระองค์ทรงไม่พอพระทัยและโกรธเมื่อประชากรที่พระองค์ได้ทรงไถ่มาแล้วนั้นมีใจไม่เชื่อฟังพระองค์ แต่พระองค์ก็ทรงยอมฟังเหตุผลโต้แย้ง และการวิงวอนของโมเสส โดยพระคุณพระองค์ทรงถูกโน้นน้าวจนเปลี่ยนพระทัยเพราะคำอธิษฐานวิงวอนของโมเสส พระองค์ทรงตอบกลับคำของโมเสส  "เราได้อภัยโทษให้พวกเขาตามที่เจ้าขอร้อง...” แม้ว่าอิสราเอล “ไม่ยอมเชื่อถือ” พระองค์ พวกเขาทดลองพระเจ้านับสิบครั้ง สองครั้งที่ทะเลนั้น(อพย.14:11-12) สองครั้งเกี่ยวกับน้ำ(อพย.15:23-24;17:2) สองครั้งเกี่ยวกับมานา(อพย.16:2,20,27;กดว.11:4)สองครั้งเกี่ยวกับนกคุ่ม(อพย.16:12;กดว.11:4) ครั้งหนึ่งเพราะรูปวัว(อพย.32:1-7) และครั้งหนึ่งในถิ่นทุรกันดารปาราน(กดว.14:1-4) ซึ่งครั้งสุดท้ายและเป็นครั้งที่สิบคือ การทดลองที่เกิดขึ้นขณะนี้ ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงกล่าวคำตัดสินของพระองค์ “...ฉันนั้น22 ทุกคนที่ได้เห็นเกียรติสิริของเราและเห็นหมายสำคัญที่เราได้ทำทั้งในอียิปต์และในถิ่นกันดารแล้วยังไม่ยอมเชื่อฟังเรา แต่ลองดีกับเรานับสิบครั้ง 23 ในบรรดาคนเหล่านี้จะไม่มีสักคนเดียวที่จะได้เห็นดินแดนที่เราสัญญาโดยปฏิญาณว่าจะยกให้บรรพบุรุษของเขา จะไม่มีใครที่ดูหมิ่นเรา แล้วจะได้เห็นดินแดนนี้ 24 ส่วนคาเลบผู้รับใช้ของเรามีจิตใจแตกต่างออกไป และติดตามเราอย่างสุดใจ เราจะพาเขาเข้าไปยังดินแดนที่เขาได้สำรวจมา และวงศ์วานของเขาจะได้ครอบครองดินแดนนั้น” (กดว.14:22-24) ด้วยความไม่เชื่อและยุยงให้เกิดกบฏ ผู้สอดแนนทั้งสิบจึงเสียชีวิตที่นั้นเดี๋ยวนั้นเลย “ด้วยโรคภัยต่อพระพักตร์พระเจ้า คาเลบมีจิตใจที่เชื่อฟัง และเต็มใจที่จะก้าวไปข้างหน้าโดยวางใจพระเจ้า เขาได้ติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจมากกว่าใครๆ พระเจ้าจึงทรงสัญญาที่จะนำเขาและวงศ์วานเข้าสู่คานาอัน พร้อมกับครอบครัววงศ์วานของโยชูวาด้วย 
          25 เนื่องจากชาวอามาเลข และชาวคานาอันอาศัยอยู่ในหุบเขา พรุ่งนี้เจ้าจะต้องออกเดินทางกลับไปยังถิ่นกันดาร ตามทางถึงทะเลแดง" (กดว.14:25) นี่เป็นคำสั่งพิเศษเพิ่มเติมให้แก่โมเสส พระองค์ทรงเตือนว่าคนอามาเลข และคนคานาอันอยู่ในหุบเขาที่อยู่ใกล้เคียง ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงสั่งโมเสสให้นำชนชาติอิสราเอลให้หันกลับไปในถิ่นทุรกันดารซึ่งไปทางทะเลแดงในวันถัดไป โมเสสได้ประกาศโทษของพระเจ้าที่มีต่อชนชาติอิสราเอลนั้นทั้งหมด พวกเขาตอบสนองแสดงความโศกเศร้าเสียใจ แต่ก็ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว อย่างไรก็ตามพวกเขาก็กลับไปประพฤติเช่นเดิมอีก พระองค์สั่งให้กลับไปยังถิ่นกันดารแต่พวกเขาก็ฝ่าฝืนยกกองกำลังเข้าโจมตีชาวอามาเลขและชาวคานาอัน ทั้งที่หีบพันธสัญญาและโมเสสยังอยู่ที่เดิม ผลคือพ่ายแพ้(กดว.14:11-45
           ประชากรอิสราเอลยังเพิกเฉยต่อคำตักเตือนของพระเจ้า พวกเขาทำความผิดที่นำไปสู่ความตาย โดยคิดว่าพวกเขาสามารถเข้าครอบครองแผ่นดินพระสัญญาได้โดยปราศจากการเชื่อฟัง ความเชื่อ และการสามัคคีธรรมกับพระเจ้าด้วยใจอุทิศถวาย
อ่านบทความต่อได้ที่  http://theword-2015.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559

โปรดวางใจ(ตอนสาม)


         ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ ขออย่าให้ข้าพระองค์อับอาย ทั้งอย่าให้ศัตรูของข้าพระองค์มีชัยชนะเหนือข้าพระองค์ ไม่มีผู้ใดที่หวังในพระองค์แล้วต้องละอาย แต่ผู้ที่ทรยศโดยใช่เหตุนั้นจะต้องอับอาย” (สดด.25:2-3) การกล่าวถึงศัตรูซึ่งไม่เพียงต่อต้านพวกเราเท่านั้น แต่ยังต่อต้านวิถีชีวิตในทางของพระเจ้าด้วย การทดลองต่างๆ เช่น เงินทอง ความสำเร็จ เกียรติยศ และตัณหา ล้วนเป็นศัตรูของพวกเรา การทูลขอให้ศัตรูพ่ายแพ้เพราะสิ่งเหล่านี้ต่อต้านสิ่งที่อยู่ฝ่ายพระเจ้า ถ้าศัตรูมีชัยชนะเกรงว่าคนอื่นๆ จะคิดว่าการดำเนินชีวิตเพื่อพระเจ้านั้นไร้ประโยชน์ ความเชื่อและการวางใจในพระเจ้าแบบนี้คงจะก่อตัวขึ้นในจิตใจของ “คาเลบและโยชูวา” ด้วยเหตุที่พวกเขาและชนชาติอิสราเอลได้รับพระคุณจากพระเจ้าอย่างมากมาย ที่ได้นำออกมาจากการเป็นทาสที่อียิปต์ พวกเขาทั้งสองคนไม่ได้สงสัยในความเชื่อของตนเอง เพราะพวกเขารู้ดีว่าพระเจ้าจะมีชัยชนะในที่สุด ดังนั้นการมองสถานการณ์จากการสำรวจดินแดนคานาอัน จึงเป็นไปทางตรงกันข้ามกับผู้สอดแนมทั้งสิบคน
30 แต่คาเลบบอกให้ประชากรเงียบต่อหน้าโมเสสและพูดว่า "เราควรจะขึ้นไปยึดดินแดนนี้เป็นกรรมสิทธิ์ เราสามารถเอาชนะได้แน่" โยชูวาบุตรนูนและคาเลบบุตรเยฟุนเนห์ซึ่งออกไปสำรวจดินแดนด้วยจึงฉีกเสื้อผ้าของตนและกล่าวแก่ชุมนุมประชากรอิสราเอลทั้งปวงว่า "ดินแดนที่เราเข้าไปสำรวจนั้นดีเยี่ยมจริงๆ หากองค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดปรานพวกเรา พระองค์จะทรงนำเราเข้าไปในดินแดนที่อุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง และจะยกดินแดนนั้นให้แก่เรา ขอเพียงแต่เราอย่ากบฏต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเลย ไม่ต้องกลัวผู้คนในดินแดนนั้น เพราะเราจะกลืนกินพวกเขา สิ่งที่พิทักษ์รักษาเขาก็สูญสิ้นไปแล้ว แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตกับเรา อย่ากลัวพวกเขาเลย" (กดว.13:30;14:6-9) คาเลบนำเสนอข้อมูลด้วยความเชื่อเขาปรามให้ประชาชนเงียบเสียงบ่นลง แต่ก็น่าจะกระทำได้ยากเหมือนกัน เพราะพวกเขาได้ถูกปลุกให้ตื่นตระหนกจากผู้สอดแนมทั้งสิบคนก่อนหน้านี้แล้ว คำแนะนำของคาเลบนั้นมีลักษณะเรียบง่าย "เราควรจะขึ้นไปยึดดินแดนนี้เป็นกรรมสิทธิ์ เราสามารถเอาชนะได้แน่" ด้วยความเชื่อในพระเจ้าคาเลบมองเห็นชัยชนะ แต่ด้วยใจที่สงสัยของประชาชนคนอื่นๆ ที่เหลือพวกเขามองเห็นแต่อุปสรรค โยชูวาและคาเลบ พยายามพูดหนุนใจพี่น้องร่วมชาติ พวกเขากล่าวว่าแผ่นดินนั้น “ดีเยี่ยมจริงๆ” นอกจากนี้พวกเขาชี้ให้เห็นว่า “หากองค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดปรานพวกเรา พระองค์จะทรงนำเราเข้าไปในดินแดนที่อุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง และจะยกดินแดนนั้นให้แก่เรา” นอกจากนี้ ทั้งสองคนยังเตือนสติอิสราเอลว่า “ขอเพียงแต่เราอย่ากบฏต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเลย ไม่ต้องกลัวผู้คนในดินแดนนั้น เพราะเราจะกลืนกินพวกเขา สิ่งที่พิทักษ์รักษาเขาก็สูญสิ้นไปแล้ว แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตกับเรา อย่ากลัวพวกเขาเลย
          คาเลบและโยชูวาไม่เพียงมีความเชื่อเท่านั้น แต่เขาทั้งสองเต็มใจที่จะเชื่อฟังด้วย “องค์พระผู้เป็นเจ้า+ตรัสกับโมเสสว่า "จงส่งหัวหน้าจากแต่ละเผ่าเข้าไปสำรวจดินแดนคานาอันที่เราจะยกให้ชนอิสราเอล” (กเดว.13:1-2) พระเจ้าผู้ได้ทรงสัญญาว่าจะยกดินแดนนั้นให้แก่พวกเขา พระองค์ทรงสามารถที่จะยกแผ่นดินนั้นให้แก่พวกเขาได้จริงๆ ในการหนุนใจเพื่อนร่วมชาติ คาเลบและโยชูวาเตือนสติคนเหล่านั้นไม่ให้กบฏต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และย้ำไม่ให้อิสราเอลกลัวชนชาติของแผ่นดินนั้น เขาเปรียบชนชาติต่างๆที่อยู่ในแผ่นดินคานาอันนั้นดั่งเช่นขนมหวาน พวกเขาสามารถที่จะกลืนกินชนชาติเหล่านี้ได้ทั้งเป็นๆ เพราะอะไรน่ะหรือ “องค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตกับเรา” ด้วยเหตุนี้พวกเขาทั้งสองคนจึงลืมความกลัว สิ่งที่ปรากฏออกมาอย่างเด่นชัดนั้นก็คือ “ความเชื่อ” นั้นเอง พวกเขาตั้งมั่นอุทิศถวายตัวต่อพระเจ้าและความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมในพระสัญญาของพระเจ้าต่ออิสราเอล คาเลบและโยชูวาปฏิเสธที่จะยอมรับความคิดเห็นของคนอิสราเอลส่วนใหญ่ที่ได้รับข่าวร้ายก่อนหน้านี้ แม้จะต้องเสี่ยงชีวิตก็ตาม แต่มันกลายเป็นเรื่องน่าเศร้า เมื่อข่าวลือ ข่าวร้าย ได้กระจายไปทั่วชุมชนอิสราเอลเสียแล้ว ประชาชนเกิดอารมณ์โกรธต่อการพูดของคาเลบและโยชูวา พวกเขาข่มขู่ว่าจะเอาหินขว้างเขาทั้งสอง
          “....ขณะนั้นพระเกียรติสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า มาปรากฏที่เต็นท์นัดพบต่อหน้าชนอิสราเอลทั้งปวง (กดว.14:10) นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ พระเจ้าไม่เพียงปรากฏพระองค์เพื่อตรัสถึงความไม่พอพระทัยของพระองค์ในเรื่องนี้เท่านั้น แต่พระองค์ทรงทำเช่นนั้น ณ เวลานั้นเพื่อหันเหความสนใจของประชากรอิสราเอลไปจากการเอาก้อนหินขว้างสองคนนั้น ทั้งๆที่เขาทั้งสองมีความเชื่อ และความซื่อตรงที่จะเชื่อฟังพระเจ้า
อ่านบทความต่อได้ที่  http://theword-2015.blogspot.com/

วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2559

โปรดวางใจ(ตอนสอง)

          ความเชื่อเป็นรากฐาน และเป็นเสมือนสิ่งที่เคียงคู่ตลอดเส้นทางการดำเนินชีวิตกับพระเจ้า แต่หลายครั้งความเชื่อกลับเป็นเรื่องที่ยากจะทำ และยากที่จะไปถึงการมีความเชื่อ ไม่เพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น คนมากมายเริ่มต้นด้วยความเชื่อ และมันค่อยๆ ลดขนาดลงด้วยปัญหาอุปสรรค และสิ่งที่ล่อหลอกให้จดจ่อ แทนที่พระพักตร์และพระสัญญาของพระเจ้า.. สถานการณ์ที่ดูเหมือนไม่เป็นใจ ไม่ได้ดั่งใจ ทุกสิ่งดูเร่งเร้า แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่ช้าเกินไปสำหรับใจคน คือ สิ่งที่พระเจ้ากระทำความเชื่อในระยะเริ่มต้นลดลงอย่างวูบวาบ จนหลายครั้งไม่เหลือความเชื่อเลยด้วยซ้ำ บางครั้งอาจถึงขนาดละทิ้งแล้วที่พระเจ้าตรัสไว้ เพราะคิดว่ามองดูและพิจารณาดูอย่างละเอียดแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้ตามที่พระเจ้าทรงตรัสเลย เมื่อความเชื่อเริ่มเสื่อมถอยลง ทั้งๆที่เวลาเมื่อไม่นานมานี้องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงใช้ฤทธานุภาพช่วยเหลือพวกเขาออกมาจากอียิปต์ ความเสื่อมถอยนี้ทำให้จิตใจของพวกเขาขาดความวางใจในพระเจ้า จนทำให้จิตใจเริ่มกระวนกระวายพูดง่ายๆ ว่า “สติแตก” เมื่อพวกผู้สอดแนมพบเห็นสิ่งต่างๆ ที่ได้สำรวจในดินแดนคานาอัน
           พวกเขากลับมาและรายงานโมเสส อาโรนและชุมนุมประชากรอิสราเอลทั้งปวงที่คาเดชในถิ่นกันดารปาราน และนำผลไม้ที่เก็บมาให้ดูด้วย 27 พวกเขารายงานโมเสสว่า "พวกข้าพเจ้าไปถึงดินแดนที่ท่านใช้ให้ไปดู เป็นดินแดนที่อุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง! ดูผลไม้เหล่านี้สิ 28 แต่ผู้คนซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่นมีกำลังเข้มแข็งมาก เมืองของเขาก็แสนใหญ่โต มีป้อมกำแพงแน่นหนา มิหนำซ้ำพวกข้าพเจ้ายังเห็นวงศ์วานของอานาคอยู่ที่นั่นด้วย 29 ชาวอามาเลขอาศัยอยู่ในเนเกบ ส่วนชาวฮิตไทต์ ชาวเยบุส และชาวอาโมไรต์อยู่บริเวณเทือกเขาและชาวคานาอันอาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเลและลุ่มแม่น้ำจอร์แดน" 32 แล้วพวกเขากระจายข่าวในแง่ร้ายในหมู่ชนอิสราเอลเกี่ยวกับดินแดนที่ได้สำรวจมาว่า "ดินแดนที่เราไปสำรวจนั้นกลืนผู้ที่อาศัยอยู่ในนั้น ผู้คนที่เราพบเห็นล้วนแล้วแต่มีรูปร่างสูงใหญ่ 33 เราเห็นคนเนฟิลที่นั่นด้วย(วงศ์วานของอานาคมาจากคนเนฟิล) ในสายตาของเรา เราเป็นเหมือนตั๊กแตนและพวกเขาก็เห็นเช่นนั้นด้วย" (กดว.13:26-29,32-33) ด้วยใจที่กระวนกระวาย ขาดการวางใจในพระเจ้า การมองสภาพการณ์ต่างๆ พวกเขามองด้วยสายตาของตนเอง ดังนั้นพอกลับมาผู้สอดแนมก็ได้รายงานต่อโมเสส อาโรน และชุมชนทั้งหมด โดยแสดงให้พวกเขาเห็นผลไม้ของแผ่นดินนั้น การรายงานของผู้สอดแนมมีทั้งคำชื่นชมต่อความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินนั้น แต่ก็เจือผสมผสานด้วยความสงสัย และความกลัวเกี่ยวกับความสามารถของอิสราเอลที่จะเอาชนะชนเผ่าต่างๆ บนแผ่นดินนั้นด้วย พวกเขายอมรับว่าแผ่นดินนั้นมี “น้ำนมและน้ำผึ้ง” ไหลบริบูรณ์จริงๆนั่นคือมันบริบูรณ์ไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาก็สงสัยว่า อิสราเอลจะพิชิตมันได้หรือไม่ พวกเขาเตือนว่าผู้คนในแผ่นดินนั้นมีกำลังมาก และอาศัยอยู่ในเมืองต่างๆ ที่มีกำแพงล้อมรอบ บางคนที่อาศัยอยู่ที่นั้นมีร่างกายสูงใหญ่เป็นมนุษย์ยักษ์ด้วย การมองที่ปราศจาก การไว้วางใจในพระเจ้า อุปสรรคน่าจะเป็นโอกาส ที่พวกเขาจะได้พึ่งพาฤทธานุภาพขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ในเหตุการณ์นี้กลับกลายเป็นสิ่งที่บั่นทอนจิตใจของพวกเขาเอง คำพูดของพวกเขากลายเป็นคำพูดเกินจริง และบิดเบือน คนอานาคที่ถูกกล่าวถึงอยู่นี้ ถูกกล่าวขานจนกลายเป็นคนเนฟิล เหตุที่กล่าวเช่นนี้ก็เพื่อจูงใจกระตุ้นให้เกิดความกลัว พวกเขาได้รายงานถึงชนกลุ่มต่างๆที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้น นั่นคือ คนอามาเลข คนฮิตไทต์ คนเยบุส คนอาโมไรต์ และคนคานาอัน รายงานที่ผสมทั้ง ข้อเท็จจริง และสิ่งที่คิดเอง อาจเกินความจริงเพราะขาดความเชื่อจึงนำพวกเขาไปสู่ความโง่เขลานั่นคือ ความรู้สึกว่า พวกตนเป็นเหมือนตั๊กแตน  การรายงานในแง่ร้ายของผู้สอดแนมสิบคน พอจะสรุปสาเหตุได้สองประการคือ ความซื่อสัตย์ของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ในอดีต ไม่ได้ทำให้ทั้งสิบคนนี้มีความจงรักภัคดีต่อพระองค์เลย และพวกเขาไม่ไว้วางใจในพระเจ้า และพระสัญญาของพระองค์เกี่ยวกับอานาคตของพวกเขา การขาดความเชื่อของพวกเขาเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับ
ความเชื่อของ คาเลบและโยชูวา
          .....วันนี้หากท่านได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ อย่าทำใจแข็งกระด้างเหมือนเมื่อครั้งกบ(ฮบ.3:15) ควรดำเนินชีวิตอย่างไรเพื่อไม่ให้เหมือนผู้สอดแนมทั้งสิบคน “อย่าทำใจแข็งกระด้าง”นี่เป็นกุญแจสำคัญในการดำเนินชีวิตคริสเตียน พระเจ้าทรงต้องการให้พวกเราเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เลื่อนขั้นในชีวิตของพวกเราไปเรื่อยๆ แต่ว่าการที่พวกเราจะไปได้สูงเท่าไหร่ในชีวิต ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ชีวิตที่ได้รับพระพร และความโปรดปรานจากพระองค์ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราเชื่อฟังพระคำของพระองค์ได้ มากเท่านั้น ยิ่งพวกเราเชื่อฟังการเตือนของพระเจ้ามากเท่าไร พระพร และความโปรดปรานที่พวกเราจะได้รับก็มากขึ้นเท่านั้น เฝ้าสังเกตดูซิ...เมื่อใดที่พวกเราต้องตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ มันจะเกิดความรู้สึก ”ตะขิดตะขวงใจ” นั่นเพราะว่า พระเจ้าทรงต้องการ “ชี้นำและชี้ทาง” ให้พวกเรา ถ้าพวกเราเพิกเฉยต่อการเตือนของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ใจของพวกเราจะแข็งกระด้างมากขึ้น และจะทำให้พวกเราฟังเสียงของพระเจ้ายากขึ้น แต่วิธีแก้คือ พวกเราต้อง “ยอมจำนนต่อพระเจ้า” กลับมาถ่อมใจเชื่อฟังพระองค์ แล้วตลอดชีวิตของพวกเรา พระเจ้าจะจัดการกับสถานการณ์ที่ยากๆ พระองค์ทรงรู้ว่าอะไรที่ถ่วงรั้งพวกเราอยู่ และพระองค์ทรงต้องการให้พวกเราเคลื่อนไปข้างหน้า พระองค์รู้ว่าพวกเราจะไม่สบายใจเมื่อต้องเจอสถานการณ์อะไร และพระองค์ต้องการเสริมกำลังให้พวกเราสามารถจัดการกับสิ่งนั้นได้ ให้เราฟังเสียงพระองค์ และอย่ายอมให้ใจของพวกเรา “แข็งกระด้างและดื้อรั้น” เมื่อพวกเรายอมให้พระเจ้าทำงานในชีวิตแล้ว พระองค์จะยกพวกเราสูงขึ้น...สูงขึ้น และพวกเราจะได้รับความโปรดปรานพร้อมกับ พระพรของพระองค์ที่ทรงเตรียมไว้

อ่านบทความต่อได้ที่  http://theword-2015.blogspot.com/

วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559

โปรดวางใจ(ตอนแรก)


สภษ.3:5-6
จงวางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างหมดใจ 
อย่าพึ่งความเข้าใจของตนเอง
จงยอมรับพระองค์ในทุกวิถีทางของเจ้า
 แล้วพระองค์จะทรงทำทางของเจ้าให้ราบเรียบ

          ความไว้วางใจ (Trust) เป็นปัจจัยที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน โดยจะยังคงอยู่ก็ต่อเมื่อบุคคลมีความมั่นใจ ความไว้ใจจะช่วยลดความไม่แน่นอน ลดความเสี่ยงและเพิ่มความระมัดระวังของการคิดในการตอบสนองอย่างทันทีทันใดที่มีต่อเหตุการณ์ใดเหคุการณ์หนึ่ง ความไว้วางใจ เป็น การพึ่งพาอาศัยอยู่บนความซื่อสัตย์ หรือ มิตรภาพของอีกฝ่ายหนึ่ง  เมื่อเราไว้ใจใคร  เรามีความมั่นใจ และไว้ใจในบุคคลนั้น  การไว้วางใจเป็นความมั่นใจในบุคลิกลักษณะของคนที่เป็นที่พึ่งของเรา โดยไม่ต้องเพียรพยายามอะไร  ความเชื่อที่แท้จริงจะออกมาเป็นการไว้วางใจเต็มที่ ในความสัมพันธ์กับพระเจ้าก็เช่นกัน  จิตวิญญาณของเราพึ่งพิงอยู่ในความรัก  ความน่าไว้วางใจ  ฤทธิ์อำนาจ และความมั่นใจ ในพระลักษณะอันกอปรด้วยคุณธรรมของพระองค์ เมื่อไว้วางใจ ย่อมไม่มีความกระวนกระวาย  ความไว้วางใจกับความกระวนกระวายอยู่ด้วยกันไม่ได้  เมื่อไว้ใจพระเจ้าจริง ๆ แล้ว ย่อมไม่มีความกระวนกระวายใด ๆ อีกเลย ถ้ายังมีความกระวนกระวายอยู่  ก็แสดงว่าเราไม่ได้ไว้วางใจในพระเจ้าอย่างแท้จริง
          36 ดังนั้นบรรดาผู้ที่โมเสสใช้ไปสำรวจดินแดนและกลับมารายงานในแง่ร้ายเกี่ยวกับดินแดนนั้น ซึ่งทำให้เหล่าประชากรบ่นว่าโมเสส 37 คนเหล่านั้นซึ่งกระจายข่าวในแง่ร้ายเกี่ยวกับดินแดนนั้นก็ล้มตายลงด้วยโรคภัยต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้า 38 ในบรรดาคนที่ไปสำรวจ มีเพียง
โยชูวาบุตรนูนกับคาเลบบุตรเยฟุนเนห์เท่านั้นที่รอดชีวิตอยู่” (กดว.14:36-38)
                   “รายงานในแง่ร้าย” ในกันดารวิถี บทที่13 พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า "จงส่งหัวหน้าจากแต่ละเผ่าเข้าไปสำรวจดินแดนคานาอันที่เราจะยกให้ชนอิสราเอล" (กดว.13:2) โมเสสจัดส่งคนไปสำรวจดินแดนคานาอัน โดยให้แต่ละตระกูลต้องส่งคนเข้าร่วมตระกูลละหนึ่งคน ผู้สอดแนมสิบสองคนนั้นถูกระบุชื่อไว้อย่างชัดเจน (กดว.13:3-16) โมเสสได้สั่งชายทั้งสิบสองคนนี้เข้าไปในแผ่นดินคานาอัน ขึ้นเหนือไปผ่านเนเกบ โดยให้พวกเขาตรวจสอบดูทั่วแผ่นดินนั้นว่า ผู้คนที่อาศัยอยู่เป็นอย่างไร ตัวเมืองและนอกเมืองมีลักษณะเฉพาะตัวอย่างไร นอกจากนี้โมเสสสั่งพวกเขาว่า “...จงหาทางเก็บพืชผลของดินแดนนั้นกลับมาให้ดูด้วย" (กดว.13:17-20) ผู้สอดแนมทั้งสิบสองคนนั้นจึงเข้าในเนเกบ และมาถึงเฮโบรน พวกเขาเดินทางไปจนถึง เรโหบ ตามทางที่คนเข้ามายังเมืองเลโบฮามัท ดังนั้นพวกเขาจึงเที่ยวไปตลอดแผ่นดินนั้น ตั้งแต่ ศิน ซึ่งอยู่ในเขตแดนของเมืองเบเออร์เชบาในตอนใต้สุดไปจนถึงเขตแดนตอนเหนือสุดของแผ่นดินคานาอัน ในเขตแดนเมืองเฮโบรน พวกเขาเห็นลูกหลานของอานาค (เชื้อสายอานาค เป็นชนเผ่าที่มีรูปร่างใหญ่โตผิดปกติ ใน กดว.13:33 ใช้คำภาษาฮีบรูคำเดียวกันกับ ใน ปฐม.6:4 คือ คนเนฟิล เป็นมนุษย์ยักษ์ที่สูงเกือบสามเมตร มีการกล่าวถึงเรื่องนี้อีกครั้งใน 1ซมอ.17:4-7 เป็นเรื่องของโกลิอัทซึ่งสูงกว่าสองเมตรครึ่ง น่าจะเชื่อได้ว่าสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่านี้) สำหรับเมืองเฮโบรนนั้นมีความเก่าแก่ สร้างก่อนเมืองโศอันในอียิปต์
ถึงเจ็ดปี ขณะที่อยู่ในเขตแดนเมืองเฮโบรน พวกเขาตัดองุ่นพวงหนึ่งมาด้วย ซึ่งมีขนาดใหญ่มากจนต้องใช้คนสองคนหามด้วยไม้คาน พวกเขายังนำผลทับทิม และผลมะเดื่อของแผ่นดินนั้นมาด้วย การเดินทางของพวกเขาไปทั่วแผ่นดินนั้นใช้เวลาสี่สิบวัน โดยหลังจากนั้นพวกเขาก็กลับมายังค่ายของอิสราเอล

อ่านบทความต่อได้ที่  http://theword-2015.blogspot.com/