วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ผูกพันฉันท์พี่น้อง(ตอนสุดท้าย)

          - 1 ยน 4:9-11 โดยข้อนี้ ความรักของพระเจ้าก็เป็นที่ประจักษ์แก่เราทั้งหลาย คือ พระเจ้าทรงใช้พระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เข้ามาในโลกเพื่อเราทั้งหลายจะได้ดำรงชีวิตโดยพระบุตร ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้ มิใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาทรงเป็น
ผู้ลบล้างพระอาชญา ที่ตกกับเราทั้งหลาย เพราะบาปของเราท่านที่รักทั้งหลาย ถ้าพระเจ้าทรงรักเราทั้งหลายเช่นนั้น เราก็ควรจะรักซึ่งกันและกันด้วย 
ถึงแม้ว่าการสร้างความสัมพันธ์ใช้เวลายาวนาน เพื่อพัฒนารูปแบบชีวิตคริสเตียนในจิตวิญญาณของเรา แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะคอยขจัดปัญหาต่างๆ ออกจากชีวิตของพวกเราเพราะ ”พระองค์ทรงรักเรา”  
            แต่ด้วยชีวิตของพวกเราไม่ได้สมบูรณ์พร้อมไปทุกเรื่อง
                        - มธ 7:1-8 อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่านเพราะว่า ท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น เหตุไฉน ท่านมองดูผงที่ในตาพี่น้องท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนอยู่ในตาของท่าน ท่านก็ไม่รู้สึก เหตุไฉน ท่านจะกล่าวแก่พี่น้องว่าให้เราเขี่ยผงออกจากตาของเธอ' แต่ที่จริงไม้ทั้งท่อนมีอยู่ในตาของท่านเองท่านคนหน้าซื่อใจคด จงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของท่านก่อน แล้วท่านจะเห็นได้ถนัด จึงจะเขี่ยผงออกจากตาพี่น้องของท่านได้ 
พระคำของพระองค์สอนพวกเราว่า พวกเราไม่ควรติเตียนคนอื่น ถึงแม้ความจริงคนเหล่านั้นมีข้อผิดผลาด แต่พวกเราเองก็มีข้อผิดพลาดด้วยเช่นกัน พวกเราต้องนึกถึงเรื่องนี้ให้มากๆ ชีวิตของพวกเราก็จะได้รับ
การเสริมสร้าง ให้ก่อเกิดความสัมพันธ์ในระหว่างพี่น้องคริสเตียนด้วยกัน
                        - สภษ 19:11 สามัญสำนึกที่ดีกระทำให้คนโกรธช้า และที่มองข้ามการทรยศไปเสียก็เป็นศักดิ์ศรีแก่เขา
                        - มธ 5:23-24 เหตุฉะนั้น ถ้าท่านนำเครื่องบูชามาถึงแท่นบูชาแล้ว และระลึกขึ้นได้ว่า พี่น้องมีเหตุขัดเคืองข้อหนึ่งข้อใดกับท่าน จงวางเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่นบูชา กลับไปคืนดีกับพี่น้องผู้นั้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยมาถวายเครื่องบูชาของท่าน
องค์พระผู้เป็นเจ้าสอนให้พวกเรา เรียนรู้ที่จะอภัยคนอื่น ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องยาก ดังนั้นถ้าพวกเรามีใจขุ่นเคืองต่อกันกับพี่น้องคริสเตียน อย่าเพิ่งหยุดพูดคุยกับพวกเขา อย่าผูกใจเจ็บ แต่จงให้เหตุการณ์นั้นคลี่คลายด้วยน้ำใจแห่งความรัก
            อย่างไรก็ตาม แม้พวกเราต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้อื่น แต่ก็ต้องระวังในความสัมพันธ์ (ไม่ห้ามแต่ต้องระวัง)กับบุคคลบางประเภท
                        - ฉธบ 13:6-8 ถ้าพี่ชายน้องชายของท่านมารดาเดียวกันกับท่าน หรือบุตรชายบุตรหญิงของท่าน หรือภรรยาที่อยู่ในอ้อมอกของท่าน หรือมิตรสหายร่วมใจของท่าน ชักชวนท่านอย่างลับๆ ว่าให้เราไปปรนนิบัติพระอื่นกันเถิดซึ่งเป็นพระที่ท่านเอง หรือบรรพบุรุษของท่านไม่รู้จักเป็นพระบางองค์ของชนชาติทั้งหลาย ซึ่งอยู่รอบท่านไม่ว่าใกล้หรือไกลจากสุดปลายแผ่นดินโลกข้างนี้ถึงที่สุดปลายโลกข้างโน้น ท่านอย่ายอมตาม หรือเชื่อฟังเขาอย่าให้นัยน์ตาของท่านเมตตาปรานีเขา ท่านอย่าไว้ชีวิตเขาหรืออย่าซ่อนเขาไว้เลย
                                    - 2 ทธ 3:2-6 เพราะมนุษย์จะเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงิน เย่อหยิ่ง ยโส ชอบด่าว่า ไม่เชื่อฟังคำบิดามารดา อกตัญญู ไร้ศีลธรรม ไร้มนุษยธรรม ไม่ให้อภัยกัน ใส่ร้ายกัน ไม่ยับยั้งชั่งใจดุร้ายเกลียดชังความดี ทรยศ มุทะลุหัวสูง รักความสนุกยิ่งกว่ารักพระเจ้า ถือศาสนาแต่     เปลือกนอกส่วนแก่นแท้ของศาสนาเขาไม่ยอมรับ คนเช่นนั้นท่านอย่าคบ เพราะในบรรดาคนเหล่านั้นมีคนที่แอบไปตามบ้าน แล้วลวงหญิงที่เบาปัญญา หนาด้วยบาป และหลงใหลไปด้วยตัณหาต่างๆไปเป็นเชลย
                       - สภษ 22:24 อย่าเป็นมิตรกับคนที่มักโกรธ หรือไปกับคนขี้โมโห    
                       -  2 ยน 1:7-11 เพราะว่า มีผู้ล่อลวงเป็นอันมากเที่ยวจาริกไปในโลก คนไหนไม่รับว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาเป็นมนุษย์ คนนั้นแหละเป็นผู้ล่อลวง และเป็นปฏิปักษ์กับพระคริสต์ ท่านทั้งหลายจงระวังตัวให้ดี เพื่อท่านจะได้ไม่สูญเสียสิ่งที่ท่านได้กระทำมาแล้ว แต่อาจจะได้รับบำเหน็จเต็มที่ ผู้ใดล่อลวงและไม่อยู่ในพระโอวาทของพระคริสต์ ผู้นั้นก็ไม่มีพระเจ้าผู้ใดอยู่ ในพระโอวาทของพระคริสต์ ผู้นั้นก็มีทั้งพระบิดาและพระบุตรถ้าผู้ใดมาหาท่าน และไม่นำพระโอวาทนี้มาด้วย อย่ารับเขาไว้ในเรือน และอย่าสวัสดีกับเขา เพราะว่า ผู้ที่สวัสดีกับเขาก็เข้าส่วนในการกระทำชั่วของเขานั้น
                       - กท 6:1   ดูก่อน พี่น้องทั้งหลาย แม้จับผู้ใดที่ละเมิดประการใดได้ท่านซึ่งอยู่ฝ่ายพระวิญญาณ จงช่วยผู้นั้นด้วยใจอ่อนสุภาพให้เขากลับตั้งตัวใหม่โดยคิดถึงตัวเองเกรงว่าท่านจะถูกชักจูงให้หลงไปด้วย    
            พี่น้อง...ครับ...คนที่ส่งเสริมเราให้ละทิ้งพระเจ้า  คนที่ชอบทำชั่ว  คนที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี  คนที่มักโกรธ  คนขี้โมโห  คนอารมณ์ร้าย  ผู้สอนเท็จ  
ผู้ที่พยายามชักจูงให้เราหลงไปจากหลักความเชื่อที่ถูกต้องตามพระคำ บุคคลเหล่านี้ อาจจะมีอิทธิพลต่อชีวิตของพวกเรา ทำให้พวกเราหันเหไปจากการเชื่อฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า และหลงไปกับพวกเขาได้
            การดำเนินชีวิตคริสเตียน พวกเราควรแสวงหาโอกาสสร้าง ความสัมพันธ์กับทุกคนในกลุ่มพี่น้อง พวกเราจะพบว่าทุกๆคนย่อมมีคุณค่า ในตัวของพวกเขาเอง
  
1 ปต 3:8-9 ในที่สุดนี้ ท่านทั้งหลายจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
เห็นอกเห็นใจกัน รักกันฉันพี่น้อง มีจิตใจอ่อนโยน
และอ่อนน้อมอย่าทำการร้ายตอบแทนการร้าย อย่าด่าตอบแทน
การด่าแต่ตรงกันข้ามจงอวยพรแก่เขา ด้วยว่าพระองค์ได้ทรงเรียกให้
ท่านกระทำเช่นนั้นเพื่อท่านจะได้รับพระพร

เอเมน...

อ่านบทความอื่นๆได้ที่ http://theword-2015.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ผูกพันฉันท์พี่น้อง(ตอนสอง)

ผูกพันฉันท์พี่น้อง(ตอนสอง)
พี่น้อง...ในพระคำตอนนี้ อาจเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นระหว่าง นางยูโอเดีย กับนางสินทิเค พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าเรื่องอะไร บางที่อาจจะอิจฉากันด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง แต่เมื่ออ่านจากพระคำแล้ว หญิงทั้งสองน่าจะเป็นคนดี และเป็นคริสเตียนมานามพอสมควรจนเคยร่วมงานงานประกาศกับ อ.เปาโล ด้วยเหตุนี้ อ.เปาโลจำเขียนจดหมายของร้องให้พี่น้องคริสเตียนที่นั้นว่า “ให้ท่านช่วยผู้หญิงเหล่านั้น เพราะว่าเขาได้ทำงานเพื่อข่าวประเสริฐ เคียงข้างกับข้าพเจ้า”
                        - กจ 15:37-41 ฝ่ายบารนาบัส อยากจะพายอห์นผู้มีอีกชื่อหนึ่งว่ามาระโกไปด้วย แต่เปาโลไม่เห็นควรที่จะพายอห์นไปด้วย เพราะครั้งก่อนยอห์นได้ละท่านทั้งสองเสียที่แคว้นปัมฟีเลีย และมิได้ไปทำการด้วยกัน แล้วได้เกิดการขัดแย้งกันจนต้องแยกกัน บารนาบัสจึงพามาระโกลงเรือไปยังเกาะไซปรัส แต่เปาโลได้เลือกสิลาส และเมื่อพวกพี่น้องได้ฝากท่านทั้งสองไว้ในพระคุณของพระเจ้าแล้ว ท่านก็ไป ท่านจึงไปตลอดแคว้นซีเรีย กับแคว้นซิลิเซียหนุนใจคริสตจักรให้แข็งแรงขึ้น 
            นี้เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดความยุ่งยาก ระหว่างอ.เปาโล กับบารนาบัส เมื่อท่านทั้งสองจะเดินทางออกไปเป็นมิชชันนารีครั้งที่สอง บารนาบัสต้องการพามาระโกผู้เป็นญาติของเขาไปด้วย แต่อ.เปาโลไม่อยากให้มาระโกไป เนื่องจากที่พวกเขาเดินทางเป็นมิชชันนารีครั้งแรกนั้น มาระโกได้ละทิ้งพวกเขาแล้วกลับบ้าน พี่น้อง...ลองนึกดูน่าจะเป็นการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง แน่นอน
                        - กท 2:11-14 แต่เมื่อเคฟาสมาถึงอันทิโอกแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้คัดค้านท่านซึ่งๆ            หน้า เพราะว่าท่านทำผิดแน่ ด้วยว่า ก่อนที่คนของยากอบมาถึงนั้น ท่านได้กินอยู่ด้วยกันกับคนต่างชาติ แต่พอคนพวกนั้นมาถึง ท่านก็ปลีกตัวออกไปอยู่เสียต่างหาก เพราะกลัวพวกที่ถือพิธีเข้าสุหนัต และพวกยิวคนอื่นๆ ก็ได้แสร้งทำตามท่าน แม้แต่บารนามัสก็หลงแสร้งทำตามคนเหล่านั้นไปด้วย แต่เมื่อข้าพเจ้าเห็นว่า เขาไม่ได้ประพฤติตรงตามความจริงของข่าวประเสริฐนั้น ข้าพเจ้าจึงว่าแก่เคฟาสต่อหน้าคนทั้งปวงว่า "ถ้าท่านเองซึ่งเป็นพวกยิว ประพฤติตามอย่างคนต่างชาติ ไม่ใช่ตามอย่างยิว เหตุไฉนท่านจึงบังคับคนต่างชาติ ให้ประพฤติตามอย่างพวกยิวเล่า" 
            เหตุการณ์นี้ อ.เปโตรพลาดกระทำความผิด ท่านเลิกไม่คบหาใกล้ชิดกับคริสเตียนต่างชาติ เนื่องจากกลัวว่าคริสเตียนยิว จะไม่พอใจท่าน เมื่ออ.เปาโลเห็นการกระทำดังกล่าว ท่านได้ตำหนิในการประพฤติที่ไม่เหมาะสมของอ.เปโตร ต่อหน้าคนอื่นๆ
            พี่น้อง...ครับ

จงอุตส่าห์จนสุดกำลังที่จะ...  ..เอาความรักฉันพี่น้องเพิ่มธรรม
และเอาความรักคนทั่วไปเพิ่มความรักฉันพี่น้อง”

                        - 2 ปต 1:5-7 เพราะเหตุนี้เอง ท่านจงอุตส่าห์จนสุดกำลังที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อ                            เอาความรู้เพิ่มคุณธรรม เอาความเหนี่ยวรั้งตนเพิ่มความรู้ เอาขันติเพิ่มความเหนี่ยวรั้งตน                          และเอาธรรมเพิ่มขันติ เอาความรักฉันพี่น้องเพิ่มธรรม และเอาความรักคนทั่วไปเพิ่ม                                ความรักฉันพี่น้อง 
            อ.เปโตรอาจรู้สึกโกรธอ.เปาโลก็ได้ ท่านอาจจะรู้สำเจ็บแค้นที่อ.เปาโลได้ตำหนิท่านต่อหน้าคนอื่น แต่ท่านไม่ได้โกรธ อ.เปโตรเป็นคนถ่อมใจ ท่านยอมรับที่จะแก้ไข และท่านไม่ปล่อยให้เรื่องนั้นเป็นเหตุให้ความรักที่ท่านมีต่อ อ.เปาโลลดลง
                        - 1 ปต 3:8-9  ในที่สุดนี้ ท่านทั้งหลายจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เห็นอกเห็นใจกัน รักกันฉัน
                        พี่น้อง มีจิตใจอ่อนโยน และอ่อนน้อม อย่าทำการร้าย  ตอบแทนการร้าย อย่าด่าตอบแทน
                        การด่า แต่ตรงกันข้ามจงอวยพรแก่เขา ด้วยว่าพระองค์ได้ทรงเรียกให้ท่านกระทำเช่นนั้น
                        เพื่อท่านจะได้รับพระพร
                        - 2 ปต 3:15 และจงถือว่า การที่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ทรงอดกลั้น           พระทัยไว้นานนั้น
                        เป็นการช่วยเราให้รอด ดังที่เปาโลน้องที่รักของเราได้เขียนจดหมายถึงท่านทั้งหลาย ตาม                              สติปัญญาซึ่งพระองค์ได้ทรงโปรดประทานแก่เขานั้น 
โดยที่ อ.เปโตรเป็นคนถ่อมใจ และยอมรับที่จะแก้ไข พวกเราจะสังเกตได้ในการอ้างถึงอ.เปาโลในจดหมาย (2 ปต 3:15) หนุนใจพี่น้องคริสเดียน  สิ่งนี้แหล่ะเป็นการที่ยอมให้ความรักครอบคลุมความยุ่งยากของ
อ.เปโตร
            สำหรับเรื่องของอ.เปาโล และบารนาบัสนั้น ก็ได้รับการแก้ไขด้วยความรักเช่นกัน
                        - 1 คร 9:5-6 เราไม่มีสิทธิ์ที่จะพาพี่น้องซึ่งเป็นภรรยาไปไหนๆ ด้วยกันเหมือนอย่างพวก
                        อัครทูตอื่นๆ และน้องๆ ขององค์พระผู้เป็นเจ้า และเคฟาสหรือ เฉพาะข้าพเจ้า และบารนามัส
                        เท่านั้นหรือ ที่ไม่มีสิทธิ์ที่จะเลิกทำงานหาเลี้ยงชีพ 
เพราะต่อมาเมื่ออ.เปาโลเขียนจดหมายถึงพี่น้องคริสเตียนที่เมืองโครินธ์ ท่านพูดถึงบารนาบัส ว่าเป็นเพื่อนร่วมงานที่ใกล้ชิด แม้ว่าอ.เปาโลจะมีเหตุผลที่ข้องใจใจคุณสมบัติของมาระโก ในฐานะเป็นเพื่อนร่วมเดินทางก็ตาม แต่ภายหลังมาระโกคนนี้ก็เติบโต และเข้มแข็งขึ้น จนอ.เปาโลสามารถเขียนจดหมายถึงทิโมธีว่า
            “ลูกาคนเดียวเท่านั้นที่อยู่กับข้าพเจ้า จงไปตามมาระโกและพาเขามาด้วยเพราะเขาช่วยปรนนิบัติ      ข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี” (2 ทธ 4:11)    
ด้วยความรัก ความบาดหมางหายไป พี่น้อง...ครับ แล้วชีวิตของพวกเราล่ะเคยที่จะกระทำเช่นนี้ หรือเปล่า
            ในกรณีของ นางยูโอเดีย กับนางสินทิเค  พระคัมถีร์ไม่ได้บอกว่าในที่สุดพวกเขาเป็นอย่างไร แต่ถ้าเรามองตามสภาพแวดล้อมแล้ว ทั้งสองคนนี้น่าจะเป็นผู้หญิงที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ถึงได้ร่วมพันธกิจกับ
อ.เปาโล เธอทั้งสองคงจะถอมใจยอมรับคำแนะนำนั้น ตามจดหมายที่อ.เปาโลเขียน นี่เป็นการจัดการปัญหาด้วยน้ำใจที่เปี่ยมด้วยความรัก พวกเราก็เช่นกัน อาจรู้สึกว่าการสร้างความสัมพันธ์กับใครสักคนในกลุ่มพี่น้อง
คริสเตียนไม่ใช่เรื่องง่าย


อ่านบทความอื่นๆได้ที่ http://theword-2015.blogspot.com/

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ผูกพันฉันท์พี่น้อง(ตอนแรก)

                                                                                               
ยน.13:34-35
เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือให้เจ้า “รักซึ่งกันและกัน”
เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น
ถ้าเจ้าทั้งหลายรักกันและกัน ดังนี้แหละคนทั้งปวงก็จะรู้ได้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา
..................................
            ทำไมเราถึงต้องรักซึ่งกันและกัน ก็เพราะว่าพระเจ้ารักเรา และเลือกเราก่อน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องรักพี่น้องโดยเฉพาะ พี่น้องคริสเตียนพี่น้องที่เกิดจากพระเจ้าความสัมพันธ์ความผูกพันเกิดขึ้นจาก พระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งอยู่ในเราทั้งหลายแต่ละคน
            รักซึ่งกันและกัน ความเข้มแข็งของคริสตจักร ไม่ได้หมายความเพียงว่า เรา
แต่ละคนมีความสัมพันธ์ ระหว่างเรากับพระเจ้าเท่านั้น แต่หมายรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพี่น้องคริสตียนด้วย  คริสตจักรยุคแรกนมัสการตามบ้าน  ไม่มีเสรีภาพอย่างที่เรามีอยู่เหมือนคริสเตียนยุคนี้ ที่เขาสามารถทำเช่นนั้นได้ไม่ใช่เพราะอัครทูตออกคำสั่งให้เขาทำ......เปล่าเลย ที่เขาสามารถทำเช่นนั้นได้เพราะพระวิญญาณบริสุทธ์เร้าใจและยิ่งถูกข่มเหงถูกกดดันต่างๆ นานาแต่เขาก็ยืนหยัดมั่นคงในความเชื่อ คริสเตียนยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้น
            เพราะฉะนั้น คริสตจักรยุคแรกมักจะได้รับ การตักเตือนบ่อยๆ ว่า
                        - จงรักกันฉันท์พี่น้อง ส่วนการที่ให้เกียรติแก่กันและกันนั้น จงถือว่าผู้อื่นดีกว่าตัว (รม.12:10)
                        - เหตุ​ฉะนั้น​จง​ต้อนรับ ​กัน​และ​กัน เช่น​เดียว​กับ​ที่ ​พระคริสต์​ได้​ทรง​ต้อนรับ​ท่าน เพื่อ​
                        พระเกียรติ​ของ​พระเจ้า (รม.15:7)
                        - ดูก่อน​พี่น้อง​ทั้งหลาย ที่​ทรง​เรียก​ท่าน​ก็​เพื่อ​ให้​มี​เสรีภาพ อย่า​เอา​เสรี ภาพ​ของ​ท่าน​เป็น​
                        ช่อง​ทาง​ที่​จะ​ปล่อย​ตัว​ไป​ตาม​เนื้อหนัง แต่จง​รับใช้​กัน​และ​กัน​ด้วย​ความ​รัก​เถิด (กท.5:13)
                        - ที่​สำคัญ​ยิ่ง​กว่า​อะไร​หมด​ก็​คือ​จง​รัก​ซึ่ง​กัน​และ​กัน​ให้​มาก เพราะ​ว่า​ความรัก​ลบล้าง​ความ​ผิด​
                        มากมาย​ได้ (1ปต.4:8)
                        - ท่าน​ที่รัก​ทั้งหลาย ขอ​ให้​เรา​รัก​ซึ่ง​กัน​และ​กัน เพราะว่า​ความ​รัก​มา​จากพระเจ้า และ​ทุกคน​ที่​
                        รัก​ก็​บังเกิด​มา​จาก​พระเจ้า และ​รู้จัก​พระเจ้า  ท่าน​ที่รัก​ทั้งหลาย ถ้า​พระเจ้า​ทรง​รัก​เรา​ทั้งหลาย
                         เช่น​นั้น เรา​ก็​ควร​จะ​รัก​ซึ่ง​กัน​และ​กัน​ด้วย (1ยน4:7,11)
นอกจากความรักที่มอบให้ในกลุ่มพี่น้องคริสเตียนด้วยกันแล้ว พระเจ้ายังย้ำให้พวกเราแบ่งปันความรักให้แก่ พี่น้องอื่นๆ ที่ยังไม่เชื่อด้วย
                        - และ​ขอ​พระเป็น​เจ้า ทรง​ให้​ท่าน​ทั้งหลาย​จำเริญ​และ​บริบูรณ์​ไป​ด้วย​ความ​รัก​ซึ่ง​กัน​และ​กัน
                        และ​รัก​คน​ทั้งปวง เหมือน​เรา​รัก​ท่าน​ทั้งหลาย​ดุจ​กันระวัง​ให้​ดี อย่า​ให้​คน​ใด​ทำ​ชั่ว​ตอบแทน
                        ​การ​ชั่ว แต่​จง​หา​ทาง​ทำ​ดี​เสมอ​ต่อ​พวก            ท่าน​เอง และ​ต่อ​คน​ทั้งปวงด้วย (1ธส.3:12;5:15)
                        - ฝ่าย​เรา​บอก​ท่าน​ว่า จง​รัก​ศัตรู​ของ​ท่าน และ​จง​อธิษฐาน​เพื่อ​ผู้​ที่​ข่มเหง​ท่าน (มธ.5:44)
ด้วยเหตุนี้  ในขณะที่คริสเตียนต้องรักทุกคน  แม้แต่ศัตรูของเขาด้วย  ดังนั้นในระหว่างพวกเราด้วยกัน ก็ต้องมอบความรักให้กันและกัน อย่างเป็นพิเศษเพราะ พวกเราเป็นพี่น้องฝ่ายจิตวิญญาณด้วยกันนั้นเอง
            พี่น้อง...ครับ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ นับแต่มนุษย์ล้มลงในความบาปของอาดาม
เป็นต้นมา มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาภายใต้กฎธรรมชาตินั้น ล้วนเกิดมาในความบาป นั่นหมายความว่า มนุษย์ล้วนแต่เต็มไปด้วยราคะตัณหาแห่งความชั่วร้าย และอารมณ์ติดมาจากครรภ์มารดา และโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ไม่สามารถมีความยำเกรงที่แท้จริงต่อพระเจ้า และความเชื่อที่แท้จริงในพระองค์ ดังนั้นพวกเราจึงมีแนวโน้มที่จะกระทำความผิด
                        - ยก. 3:2 เพราะเราทุกคนทำผิดพลาดไปหลายๆ อย่าง ถ้าผู้ใดมิได้ทำผิดทางวาจาผู้นั้นก็เป็น
                        คนดีรอบคอบแล้ว และสามารถบังคับทั้งตัวไว้ได้ด้วย
                        - รม. 3:23 เพราะว่า ทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า
พระคำทั้งสองข้อยืนยันได้ว่าเราตกอยู่ภายใต้อิทธิผลของความบาป จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยากที่จะเกิดปัญหา และความยุ่งยากขึ้นในหมู่พี่น้องคริสเตียน ซึ่งมีบางเหตุการณ์ที่ได้บันทึกไว้ในพระคัมภีร์
                        - ฟป. 4:1-3 เหตุฉะนั้น พี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า ผู้เป็นที่รัก เป็นที่  ปรารถนา เป็นที่ยินดีและเป็นมงกุฎของข้าพเจ้า พวกที่รักของข้าพเจ้า จงยึดมั่นในองค์พระผู้เป็นเจ้าเถิด ข้าพเจ้า
                        ขอเตือนนางยูโอเดีย และขอเตือนนางสินทิเค ให้มีจิตใจปรองดองกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า
                        ข้าพเจ้าขอร้องท่านผู้เป็นเพื่อนร่วมแอกแท้ๆ ของข้าพเจ้า ให้ท่านช่วยผู้หญิงเหล่านั้น เพราะว่า
                         เขาได้ทำงานเพื่อข่าวประเสริฐ เคียงข้างกับข้าพเจ้า และเคลเมนท์ รวมทั้งคนอื่นที่เป็นเพื่อน
                        ร่วมงานของข้าพเจ้า ซึ่งชื่อของเขาเหล่านั้นมีอยู่ในหนังสือชีวิตแล้ว
อ่านบทความอื่นๆได้ที่ http://theword-2015.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เผชิญความทุกข์ยาก (ตอนสุดท้าย)

 ข้อ22-31อยู่มาเมื่อถึงวันที่หก เขาเก็บอาหารสองเท่าคือคนละสองโอเมอร์บรรดาหัวหน้าของชุมนุมชนจึงมารายงานต่อโมเสส 23โมเสสบอกเขาว่า"พระเจ้าทรงบัญชาว่า 'พรุ่งนี้เป็นวันหยุดงานเป็นสะบาโตวันบริสุทธิ์ของพระเจ้าจะปิ้งอะไรก็ให้ปิ้ง จะต้มอะไรก็ให้ต้มเสีย และส่วนที่เหลือทั้งหมดจงเก็บไว้จนถึงวันรุ่งขึ้น'" 24เมื่อเขาเก็บไว้จนถึงวันรุ่งขึ้น ตามโมเสสสั่ง อาหารนั้นก็มิได้บูดเหม็นเป็นหนอนเลย 25โมเสสจึงบอกว่า "วันนี้จงกินอาหารนั้น เพราะว่าวันนี้เป็นวันสะบาโตของพระเจ้า วันนี้ท่านจะไม่พบอาหารอย่างนั้นในทุ่งเลย 26จงเก็บหกวัน แต่ในวันที่เจ็ดซึ่งเป็นสะบาโตจะไม่มีเลย" 27อยู่มาเมื่อวันที่เจ็ด มีบางคนออกไปเก็บ แต่ไม่ได้พบ 28พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า "พวกเจ้าจะขัดขืนบัญญัติและกฎหมายของเรานานสักเท่าไร 29ดูซิ พระเจ้าทรงกำหนดวันสะบาโตให้เจ้าคือในวันที่หกพระองค์จึงประทานอาหารให้พอรับประทานสองวัน ให้ทุกคนพักอยู่ในที่ของตน อย่าให้ผู้ใดออกจากที่พักในวันที่เจ็ดนั้นเลย" 30เหตุฉะนั้น ประชาชนทั้งปวงจึงได้พักงานในวันที่เจ็ด 31เหล่าวงศ์วานของอิสราเอล เรียกชื่ออาหารนั้นว่ามานา {เข้าใจกันว่า หมายว่า นี่อะไร ดูข้อ15} เป็นเม็ดขาวเหมือนเมล็ดผักชี มีรสเหมือนขนมแผ่นประสมน้ำผึ้ง
            โมเสส ย้ำเตือนว่า ในวันที่หกควรจะปฏิบัติอย่างไรในการเก็บมานา สำหรับวันสะบาโตที่จะมาถึงท่านสั่งพวกเขาให้ปิ้ง หรือต้มมานาซึ่งอาจจะรวมถึงนกคุ่มด้วย วันสะบาโตนี้ อิสราเอลส่วนใหญ่ทำตามนั้น และมานาที่เตรียมไว้เมื่อเก็บไว้ข้ามคืนก็ไม่เน่าเสียหรือหนอนขึ้นจริงๆ โมเสสเตือนความจำพวกเขาเกี่ยวกับหลักการกว้างๆ เรื่องวันสะบาโต “สะบาโต” ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พันธสัญญาเดิมใช้คำนี้เป็นศัพท์บัญญัติว่า “สะบาโต” แปลว่า “วันหยุดพัก” ปฐก.2:2-3วันที่เจ็ด พระเจ้าก็เสร็จงานของพระองค์ที่ทรงกระทำมานั้น ในวันที่เจ็ดนั้นก็ทรงพักการงานทั้งสิ้นของพระองค์ที่ได้ทรงกระทำ 3พระเจ้าจึงทรงอวยพระพรแก่วันที่เจ็ด ทรงตั้งไว้เป็นวันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ เพราะในวันนั้นพระองค์ทรงหยุดพักจากการงานทั้งปวงที่พระองค์ทรงกระทำในการเนรมิตสร้าง ในปฐมกาลไม่ได้เรียกวันนี้ว่า “สะบาโต” แต่เรียกว่า “วันที่เจ็ด” อิสราเอลถือว่าเป็นวันสันติสุข และหยุดพัก พวกเขาถือว่าเป็นวันที่พระเจ้าประทานให้ (อพย.16:29 ดูซิพระเจ้าทรงกำหนดวันสะบาโตให้เจ้าคือในวันที่หกพระองค์จึงประทานอาหารให้พอรับประทานสองวัน ให้ทุกคนพักอยู่ในที่ของตน อย่าให้ผู้ใดออกจากที่พักในวันที่เจ็ดนั้นเลย ; อสย.58:13 ถ้าเจ้าหยุดเหยียบย่ำวันสะบาโต คือจากการทำตามใจของเจ้าในวันบริสุทธิ์ของเราและเรียกสะบาโตว่า วันปีติยินดี และเรียกวันบริสุทธิ์ของพระเจ้าว่า วันมีเกียรติถ้าเจ้าให้เกียรติมัน ไม่ไปตามทางของเจ้าเอง หรือทำตามใจของเจ้า หรือพูดแต่เรื่องไร้สาระ ; มก.2:27พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า วันสะบาโตนั้นทรงตั้งไว้เพื่อมนุษย์ มิใช่ทรงสร้างมนุษย์ไว้สำหรับวันสะบาโต)
            มุมมองในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่มาร์ติน ลูเธอร์ อรรถาธิบาย เรื่องวันสะบาโตไว้ในหนังสือคำสอนความเชื่อสำหรับคริสเตียน ว่า ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม พระเจ้าทรงแยกวันที่เจ็ดออกและทรงกำหนดให้ถือเป็นวันบริสุทธิ์เหนือวันอื่นๆ เท่าที่พิจารณาดูก็เห็นได้ว่า พระบัญญัตินี้กำหนดขึ้นเพื่อพวกยิวโดยเฉพาะ พวกเขาจะต้องละจากงานหนักและพักผ่อน เพื่อว่าทั้งคนและสัตว์จะได้สดชื่นขึ้นไม่เหน็จเหนื่อยจนเกินไปจากการตรากตรำกับงานหนักตลอดเวลา ในสมัยนั้นพวกยิวตีความหมายอย่างแคบๆและนำมาอ้างผิดๆพวกเขากล่าวหาพระเยซูคริสต์ไม่ย่อมให้พระองค์ทรงทำในสิ่งที่พวกเขาต้องงดเว้นในวันนั้นตามที่พวกเราพบในพระคัมภีร์ ราวกับว่าถ้าเขาหยุดจากการทำงานหนักไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตามจะทำให้การปฏิบัติตามพระบัญญัตินี้ถูกต้องสมบูรณ์แบบ แต่ว่านั้นเป็นการกระทำที่ผิดวัตถุประสงค์ที่แท้จริง นั้นคือว่าพระบัญญัตินี้หมายความว่า เราจะต้องถือวันสะบาโตเป็นวันบริสุทธิ์ หรือเป็นวันหยุดพักจากงาน
            ถ้าพิจารณาตามตัวอักษร พระบัญญัตินี้ก็ไม่มีความหมายสำหรับคริสเตียน เพราะเป็นเรื่องของสิ่งภายนอกกาย เช่นเดียวกับกฎอื่นๆในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมซึ่งขึ้นอยู่กับขนบธรรมเนียม ประเพณี ตัวบุคคล กาลเวลาและสถานที่    บัดนี้พระเยซูคริสต์ได้ทรงให้เราเป็นอิสระ พ้นจากกฎข้อบังคับนั้นแล้ว ถ้าจะให้ตีความหมายอย่างคริสเตียนถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนด ให้เราถือตามพระบัญญัตินี้ ซึ่งควรจะอธิบายให้เห็นว่า เหตุที่เราถือวันเหล่านี้เป็นวันหยุดนั้น ไม่ใช่เป็นประโยชน์ของคริสเตียนที่ฉลาด และคงแก่เรียน เพราะไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด การที่เราถือปฏิบัติตามพระบัญญัตินี้ก็ด้วยเหตุผลดังนี้คือ
                        ประการแรก เพื่อความต้องการของร่างกาย ธรรมชาติสอน และต้องการให้คนทั่วๆไป คนทำงานทั้งหญิงและชาย ซึ่งได้ทำงานหนักมาตลอดสัปดาห์ให้เหยุดพักเสียวันหนึ่ง เพื่อพักผ่อนและเพื่อจะได้สดชื่นขึ้น
                        ประการสุดท้ายที่สำคัญยิ่งก็เพื่อให้คนได้มีเวลา และโอกาสเข้าร่วมนมัสการพระเจ้า ซึ่งโดยปกติแล้วจะทำไม่ได้ นั่นก็คือพวกเขาจะได้มีโอกาสได้ฟัง ได้ศึกษาพระคำของพระเจ้า ได้สรรเสริญพระองค์ด้วยการร้องเพลง และอธิษฐาน ด้วยเหตุเหล่านี้คริสเตียนเราควรถือรักษาวันสะบาโต
                ในกาลนั้น โมเสสสั่งให้ประชาชนรับประทานอาหารที่เตรียมไว้ และไม่ต้องออกไปเก็บเหมือนหกวันที่ผ่านมา มีบางคนเพิกเฉยต่อคำสั่งที่ชัดเจนของพระเจ้า จึงมีคนออกไปหามานาในวันสะบาโตแต่ก็ไม่มีใครพบมานาเลย พระเจ้าจึงเตือนผ่านเขาทางโมเสสว่า “พวกเจ้าจะขัดขืนบัญญัติและกฎหมายของเรานานสักเท่าไร” พระองค์จึงย้ำอีกครั้งว่าพวกเขาต้องเก็บเป็นสองเท่าในวันที่หก และหยุดพักในวันที่เจ็ด อิสราเอลเรียก อาหาร นั้นว่า “มานา” ซึ่งน่าจะเป็นคำอุทานในภาษาฮีบรูที่แปลว่า “นี่อะไรหนอ? (อพย.16:15 เมื่อชนชาติอิสราเอลเห็นจึงพูดกันว่า "นี่อะไรหนอ" เพราะเขาไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใด โมเสสจึงบอกเขาว่า "นี่แหละเป็นอาหารที่พระเจ้าประทานให้พวกท่านรับประทาน)
            ในยามอันตราย ทุกข์ยาก และแม้แต่ความตาย พวกเราไม่ต้องกลัว ...ทำไมหรือ? มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่พร้อมเดินไปกับพวกเรา และนำพวกเราไปตลอดเส้นทางชีวิต ผู้นั้นก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าแห่งชีวิตผู้เป็นพระผู้เลี้ยงของพวกเรา เนื่องด้วยชีวิตนั้นไม่แน่นอนจึงต้องติดตามพระผู้เลี้ยงองค์นี้ ซึ่งจะดูแลพวกเราตลอดไป

สดุดี 23:4
แม้ข้าพระองค์จะเดินไปตามหุบเขาเงามัจจุราช
ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใดๆ เพราะพระองค์ทรงสถิตกับ   ข้าพระองค์
คทาและธารพระกรของพระองค์เล้าโลมข้าพระองค์


อ่านบทความอื่นๆได้ที่ http://theword-2015.blogspot.com/

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เผชิญความทุกข์ยาก (ตอนสอง)

ข้อ 13-15 ครั้นถึงเวลาเย็นฝูงนกคุ่มบินมาเต็มค่าย ในเวลาเช้าก็มีน้ำค้างตกรอบค่ายที่พัก 14เมื่อน้ำค้างระเหยไปแล้ว ก็เห็นสิ่งหนึ่งเหมือนเกล็ดเล็กๆ เท่าเม็ดน้ำค้างแข็งอยู่ที่พื้นดินในถิ่นทุรกันดารนั้น 15เมื่อชนชาติอิสราเอลเห็นจึงพูดกันว่า "นี่อะไรหนอ" เพราะเขาไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใด โมเสสจึงบอกเขาว่า "นี่แหละเป็นอาหารที่พระเจ้าประทานให้พวกท่านรับประทาน
            องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงพระเมตตา ทรงพระคุณ และทรงอดทนนาน สดด.103:8พระเจ้าทรงพระกรุณาและมีพระคุณ ทรงกริ้วช้าและอุดมด้วยความรักมั่นคง  และอพย.34:6พระเจ้าเสด็จผ่านไปข้างหน้าท่าน ตรัสว่า "พระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ ทรงกริ้วช้า และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง และความสัตย์จริง ด้วยพระลักษณะเหล่านี้ พระองค์ทรงจัดหาเนื้อสัตว์กับอาหารให้แก่พวกเขา ซึ่งพวกเขาไม่ต้องออกแรงเพื่อให้ได้มันมาเลยซักนิด แต่อาหารก็มาพร้อมกับบททดสอบ อพย.16:4 แล้วพระเจ้าได้ตรัสกับโมเสสว่า "ดูเถิด เราจะให้อาหารตกลงมาจากท้องฟ้าดุจฝนสำหรับพวกเจ้า ให้ประชาชนออกไปเก็บทุกวัน พอกินเฉพาะวันหนึ่งๆ เพื่อเราจะได้ลองใจว่า เขาจะปฏิบัติตามโอวาทของเราหรือไม่ เมื่อทรงทราบว่าเกิดอะไรขึ้น พระเจ้าก็ทรงบอกโมเสสว่าพระองค์จะทรง “ให้อาหารตลลงมาจากท้องฟ้าดุจฝนสำหรับพวกเจ้า” ประชาชนอิสราเอลจะออกไปแต่ละวันและเก็บตามปริมาณหนึ่ง “พอกินเฉพาะวันหนึ่งๆ” นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงอนุญาต คือ ให้เก็บได้เฉพาะวันเท่านั้น แต่ในวันที่หกของสัปดาห์พวกเขาก็ต้องเก็บเป็นสองเท่าของที่พวกเขาเก็บ(อพย.16:5 ในวันที่หก เมื่อเขาเตรียมของที่เก็บมา อาหารนั้นก็จะเพิ่มเป็นสองเท่าของที่เขาเก็บทุกวัน)
            ที่น่าสนใจก็คือว่าในการทำเช่นนั้น พระเจ้าทรงหมายพระทัยที่จะทดสอบ “ลองใจว่าเขาจะปฏิบัติตามโอวาทของเราหรือไม่” พระเจ้าไม่เพียงเตรียมเสบียงสำหรับประชากรของพระองค์เท่านั้น แต่พระองค์ตั้งบททดสอบหนึ่งไว้ต่อหน้าพวกเขาด้วย
                 ข้อ 16-21 นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาไว้ว่า 'ให้ทุกคนเก็บเท่าที่พอรับประทานอิ่ม ให้เก็บคนละโอเมอร์ {เครื่องตวงของฮีบรู เกือบเท่า4ลิตร} ตามจำนวนคนมากน้อย ซึ่งพักอยู่ในเต็นท์ของตน'" 17ชนชาติอิสราเอลก็กระทำตาม บางคนเก็บมาก บางคนเก็บน้อย 18แต่เมื่อเขาใช้โอเมอร์ตวง คนที่เก็บได้มากก็ไม่มีเหลือ และคนที่เก็บได้น้อยก็หาขาดไม่ ทุกคนเก็บได้เท่าที่คนหนึ่งรับประทานพอดี
19โมเสสจึงสั่งว่า "อย่าให้ผู้ใดเก็บเหลือไว้จนรุ่งเช้า" 20แต่เขามิได้เชื่อฟังโมเสส บางคนเก็บส่วนหนึ่งไว้จนรุ่งเช้า อาหารนั้นก็เน่าเป็นหนอน และบูดเหม็น โมเสสจึงโกรธคนเหล่านั้น 21เขาเก็บกันทุกๆเช้าเท่าที่คนหนึ่งรับประทานพอดี แต่พอแดดออกร้อนจัดแล้วอาหารนั้นก็ละลายไป
            พวกเขาต้องเก็บตามปริมาณที่กำหนดในแต่ละวันเท่านั้น นั่นคือ ไม่มากเกินและไม่น้อยเกิน ประเด็นก็คือว่าพระเจ้าปรารถนาให้ “พวกเขาพึ่งพาพระองค์” สำหรับความต้องการต่างๆ นี่เท่ากับว่าพระองค์กำลังสอนประชาชนของพระองค์ให้วางใจ นั่นคือ ที่จะดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ นอกจากนี้มันจะเป็นบททดสอบหนึ่งซึ่งพวกเขาจะต้องเชื่อฟัง ในรายละเอียดที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ มนุษย์ก็ยังเป็นมนุษย์แม้โมเสสสั่งอย่างชัดเจน เกี่ยวกับเรื่อง การเก็บ การใช้ และการเก็บรักษามานาแก่พวกเขา โดยต้องออกไปเก็บเฉพาะตามที่แต่ละคนต้องการ นั่นคือเก็บคนละโอเมอร์ “โอเมอร์” เป็นหน่วยวัดตวงของคนฮีบรู ซึ่งหนึ่งโอเมอร์เท่ากับสองลิตร หลายคนไม่สนใจในรายละเอียดของคำสั่งที่โมเสสได้ให้ไว้ บางคนก็เก็บมากเกินไป บางตนก็เก็บน้อยเกิน กระนั้น เมื่อเขาตวงมานาที่พวกเขาเก็บได้ “คนที่เก็บได้มากก็ไม่มีเหลือ และคนที่เก็บได้น้อยก็หาขาดไม่” พระองค์ต้องการจะสอน ว่า พระเจ้าทรงจัดหาให้ตามความต้องการของพวกเขา นอกจากนี้ พวกเขาต้องไม่เหลือมันไว้เลยจนถึงเช้าวันถัดมา น่าเสียดายที่ว่า หลายคนในประชากรของพระเจ้า “ไม่ได้เชื่อฟังโมเสส” และสุดท้ายก็ไม่เชื่อฟังพระเจ้า พวกเขาพยายามจะพึ่งสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้า บางคนก็กักตุนมันไว้และเก็บเป็นส่วนเกินไว้ข้ามคืน แต่ในที่สุดก็ผิดหวัง “อาหารนั้นก็เน่าเป็นหนอนและบูดเหม็น” โมเสสโกรธมากที่เหล่าประชากรไม่ซื่อสัตย์ในการปฏิบัติตามคำสั่งของพระเจ้า สำหรับมานาที่เหลือตามพื้นดิน หลังจากประชากรเก็บไปพอดีรับประทานนั้น เมื่อแดดออกร้อนจัดแล้วมันก็ละลายหายไป อย่างไรก็ตามส่วนที่ประชากรเก็บไว้เป็นอาหารแต่ละวันนั้นจะคงสภาพดีอยู่ตลอดวัน
                ชนชาติอิสราเอลขณะที่พวกเขาตกเป็นทาสแรงงานในอียิปต์เป็นเวลา 430 ปี พระเจ้าทรงเห็นความทุกข์ร้อนใจของพวกเขา เส้นทางตรงจากอียิปต์ เพื่อเข้าสู่แผ่นดินแห่งพันธสัญญาที่เต็มไปด้วยน้ำผึ้งและน้ำนมใช้เวลาแค่ 11 วันแต่พวกเขาต้องใช้เวลาเดินทางวนเวียนอยู่ในถิ่นทุรกันดารถึง 40 ปี 
พวกเขาได้บ่นต่อว่าพระเจ้าและบ่นต่อว่าโมเสสผู้นำของเขา ถิ่นทุรกันดารเป็นดินแดนรอยต่อระหว่าง การดำเนินชีวิตอยู่ในชีวิตเก่าและชีวิตใหม่ พวกเขาจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้จักพระเจ้า และถ่อมใจกับพระองค์ เหตุของการไม่วางใจ และไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระองค์ตรัสสอนในพันธสัญญาเดิมฉธบ.28:15-68 ลองศึกษาใคร่ครวญจะได้เตือนสติในการดำเนินชีวิตของพวกเรา เพื่อไม่ให้ต้องตกอยู่ภายใต้เหตุการณ์เดียวกันกับชนชาติอิสราเอล ที่ทำให้พวกเขาต้องเสียเวลาเดินวนเวียนอยู่ในถิ่นทุรกันดารเป็นเวลาถึง 40 ปีเพื่อจะเข้าสู่แผ่นดินแห่งพันธสัญญา จนคนที่มีอายุตั้งแต่20ปีขึ้นไปตายหมดยกเว้นโยชูวากับคาเลบ ฉธบ.30:8-9,20 และท่านทั้งหลายจะฟังเสียงของพระเจ้าอีกและรักษาพระบัญญัติทั้งสิ้นของพระองค์ ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านทั้งหลายในวันนี้ 9พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงกระทำให้ท่านจำเริญมั่งคั่งอย่างยิ่ง ในกิจการที่มือท่านกระทำ ในพงศ์พันธุ์ของตัวท่านเอง และในผลแห่งฝูงสัตว์ของท่าน และในผลแห่งพื้นดินของท่าน เพราะพระเจ้าจะทรงพอพระทัยที่จะให้ท่านจำเริญมั่งคั่ง ดังที่พระองค์ทรงปลื้มปีติในบรรพบุรุษของท่าน 20ด้วยมีความรักต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เชื่อฟังพระสุรเสียง
ของพระองค์ และติดพันอยู่กับพระองค์ กระทำเช่นนั้นจะได้ชีวิตและความยืนนาน เพื่อท่านจะได้อยู่ในแผ่นดินซึ่งพระเจ้าปฏิญาณแก่บรรพบุรุษของท่าน คือแก่อับราฮัมแก่อิสอัค และแก่ยาโคบว่า จะประทานแก่ท่านเหล่านั้น และอพย.15:26 พระองค์ตรัสว่า "ถ้าเจ้าทั้งหลายฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าของเจ้า และกระทำสิ่งที่ชอบในสายพระเนตรของพระองค์ เงี่ยหูฟังพระบัญญัติของพระองค์ และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระองค์
ทุกประการ แล้วโรคต่างๆ ซึ่งเราบันดาลให้เกิดแก่ชาวอียิปต์นั้น เราจะไม่ให้บังเกิดแก่พวกเจ้าเลย เพราะเราคือพระเจ้าแพทย์ของเจ้า" นี่เป็นพระสัญญาของพระเจ้าสำหรับผู้ที่วางใจ และเชื่อฟังพระองค์ ซึ่งมีอย่างมากมาย ถึงแม้ว่าพวกเราอาจไม่สามารถทำให้สมบูรณ์ครบถ้วนทุกประการ แต่ถ้าท่าทีพวกเราถูกต้องต่อพระเจ้า และพระคำของพระองค์ พระองค์จะช่วยเสริมกำลัง และอวยพร เพราะพวกเราพึ่งในพระคุณขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า “ในสายพระเนตรของพระเจ้าเราสมบูรณ์แล้วในพระคริสต์” ทุกอย่างจะสมบูรณ์เมื่อเราตัดสินใจเชื่อฟังพระองค์
            การดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ คือ การวางใจในพระเจ้า และพระประสงค์ของพระองค์ ไม่ใช่วางใจในความคิดของตนซึ่งมักจะผิดพลาด พวกเราสามารถวางใจในพระเจ้าได้ทุกเรื่อง จะยับยั้งความกลัวและความเครียด และสร้างความสงบสุขในจิตใจแทน ความสงบนี้มีความหมายสองประการ คือ ความมั่นใจในพระเจ้าอย่างไม่สงสัย และ การมีจิตใจที่ปราศจากบาปทางด้านความคิด หากจิตใจของพวกเราถูกควบคุมด้วยบาปทางความคิด เช่น ความกลัว ความกังวล ความโกรธ ความอิจฉา ความขมขื่น การสงสารตัวเอง ฯลฯ พวกเราจะมีความเครียดภายในจิตใจ ความเครียดนั้นทำให้จิตใจปั่นป่วน ในทางตรงกันข้าม การประยุกต์หลักคำสอนพระคัมภีร์ประกอบด้วยความเชื่อไปใช้ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันจะก่อให้เกิดความสงบสุขในจิตใจของพวกเราได้
    
อ่านบทความอื่นๆได้ที่ http://theword-2015.blogspot.com/