วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

คิด...ที่แตกต่าง(ตอนสุดท้าย)

        สุดท้ายด้วยความประเสริฐเลิศของพระเจ้าเช่นนี้ โยนาห์จึงกลัวว่าพระเจ้าไม่ทรงส่งการพิพากษามายังชาวนีนะเวห์ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ โยนาห์จึงรู้สึกโกรธเป็นอย่างยิ่ง   “ข้าพระองค์ตายเสียดีกว่าอยู่” ในข้อที่๓ ความไม่เป็นผู้ใหญ่ และความเห็นแก่ตัวของโยนาห์จึงปรากฏชัดเจน สิ่งเดียวเขาสนใจคือ ตัวของเขาเอง เขาจึงมีอารมณ์ขุ่นมัว และบอกพระเจ้าให้ทรงฆ่าเขาเสีย เขาไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเขาไม่ได้ตามใจอยาก เขาจึงเดือดดาลและโอดครวญ และรู้สึกสมเพชตัวเอง ภาพชีวิตของโยนาห์สะท้อนให้เห็นถึงคนไม่รู้จักโต สนใจแต่ตนเอง และไม่มีความสุข เขาวิ่งหนีจากการทรงเรียกของพระเจ้า จากนั้นเมื่อการได้รับใช้ไม่ได้ออกมาตามแบบที่เขาคิดว่าควรจะเป็น โยนาห์ก็อยากล้มเลิกเสีย
                “แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบว่า “เจ้ามีสิทธิ์อะไรที่จะโกรธ”โยนาห์ก็ออกไปอยู่นอกเมืองทางตะวันออก แล้วสร้างเพิงขึ้นหลังหนึ่ง แล้วนั่งอยู่ใต้ร่มเพิง และคอยดูเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับกรุงนีนะเวห์” (ยนา.๔:๔-๕)
        “เจ้ามีสิทธิ์อะไรที่จะโกรธ” คำตรัสนี้ช่วยให้ความกระจ่างว่า ทำไมโยนาห์จึงไม่อยากไปประกาศข่าวในเมืองนีนะเวห์ ทั้งนี้เพราะเขาต้องการให้ชาวนีนะเวห์ถูกทำลาย ไม่ใช่ได้รับความรอด ถูกทำโทษ ไม่ใช่ได้รับอภัยโทษ เขารู้ว่าพระเจ้าทรงพระกรุณาต่อคนบาป แต่เขาต้องการให้พระคุณนี้ มีเฉพาะต่อชาวอิสราเอลเท่านั้น เขาอยากตายเสียดีกว่าที่จะเห็นชนต่างชาติได้รับการอภัยโทษเหมือนชาวอิสราเอล ด้วยความหวังเดิมที่ว่าพระเจ้าจะเปลี่ยนพระทัย และทำลายเมืองนีนะเวห์เสีย โยนาห์จึงออกไปนอกเมือง เพื่อคอยดูเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอีกสี่สิบวันกับเมืองนีนะเวห์
                “แล้วพระเจ้าพระยาห์เวห์ทรงบันดาลให้เถาไม้เลื้อยเถาหนึ่งงอกขึ้นเหนือโยนาห์ ช่วยบังแดดให้ศีรษะของเขา เพื่อบรรเทาความเดือดเนื้อร้อนใจของเขา โยนาห์ก็มีความสุขมากที่มีเถาไม้เลื้อยนี้ แต่พอฟ้าสางวันรุ่งขึ้น พระเจ้าทรงให้มีหนอนกัดกินเถาไม้เลื้อยนั้น จนมันเหี่ยวเฉาไป เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นพระเจ้าทรงให้มีลมตะวันออกอันร้อนระอุพัดมา แสงอาทิตย์ก็แผดเปรี้ยงเหนือศีรษะของโยนาห์จนเขาแทบเป็นลม โยนาห์อยากตายและตัดพ้อว่า“ข้าพระองค์ตายเสียก็ดีกว่าอยู่” (ยนา.๔:๖-๘)
       “ข้าพระองค์ตายเสียก็ดีกว่าอยู่” ประโยคเดิมที่โยนาห์ใช้เพื่อเรียกร้องความสนใจจากพระเจ้าเพราะความไม่เป็นผู้ใหญ่ และความเห็นแก่ตัวของตนเอง ด้วยพระเจ้าให้บทเรียนแก่โยนาห์ โดยพระองค์ทรงกำหนดให้มีเถาไม้เลื้อยต้นหนึ่งงอกขึ้นมา เป็นที่กำบังศีรษะของเขา เพื่อบรรเทาความร้อน โยนาห์จึงขอบคุณพระเจ้า แต่แล้วพระองค์ทรงทำให้เถาไม้เลื้อยต้นนี้ตายไป โยนาห์จึงโกรธมากจนอยาก
จะตายไปเสีย
                “แต่พระเจ้าตรัสกับโยนาห์ว่า “เจ้ามีสิทธิ์จะโกรธเรื่องเถาไม้เลื้อยนี้หรือ”โยนาห์ทูลว่า“ข้าพระองค์มีสิทธิ์ ข้าพระองค์โกรธจนอยากตาย” แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “เจ้าเสียดายเถาไม้เลื้อยนี้ ทั้งๆ ที่เจ้าไม่ได้ปลูกหรือดูแลมันให้โต มันงอกขึ้นในชั่วข้ามคืนและตายไปในชั่วข้ามคืน  ก็แล้วนีนะเวห์ซึ่งมีคนกว่า 120,000 คน ซึ่งไม่รู้ประสาว่าไหนมือซ้ายไหนมือขวา ทั้งยังมีสัตว์เลี้ยงอีกมากมาย ไม่ควรหรือที่เราจะห่วงใยนครใหญ่นั้น” (ยนา.๔:๙-๑๑)
        “เจ้ามีสิทธิ์จะโกรธเรื่องเถาไม้เลื้อยนี้หรือ” พระเจ้าทรงกระทำเช่นนี้ก็เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้โยนาห์ทราบว่า เขาไม่ต้องการให้เถาไม้เลื้อยนี้ตาย เช่นเดียวกับที่พระเจ้าไม่ต้องการให้ชาวนีนะเวห์ตาย โยนาห์เสียใจเมื่อเถาไม้เลื้อยที่เขามิได้ลงแรงปลูกต้องตายไป แล้วพระเจ้าล่ะจะไม่เสียพระทัยหรื๊อ สำหรับประชาชนที่พระองค์ทรงสร้างแต่โง่เขลาละเลยต่อพระองค์ จนกระทั่งช่วยตนเองไม่ได้ พระเจ้าทรงใช้คำถามที่แทงใจดำโยนาห์ว่า

                นครหนึ่งซึ่งมีประชากรจำนวนนับไม่ถ้วนก็สำคัญกว่าพืชเถาไม้เลื้อยธรรมดาๆ ชนิดหนึ่ง มากเท่าใด ในเมืองนีนะเวห์มีเด็กเล็กๆมากกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นคน ที่ไม่รู้จักซ้าย ไม่รู้จักขวา พวกเขาไม่มีความผิดแม้แต่นิดเดียวพระเจ้าไม่ควรไว้ชีวิตเด็กเหล่านี้ พร้อมกับผู้ใหญ่อีกจำนวนมหาศาลที่กลับใจใหม่แล้ว และขอพระเมตตาจากพระเจ้า ไม่สมควรหรือ ที่พระองค์จะเลื่อนการพิพากษาออกไป

        พระเจ้าให้บทเรียนแก่พวกเราผ่านชีวิตโยนาห์ว่า ผู้ที่เชื่อในพระองค์ควรมีความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่นที่หลงหายไปจากทางของพระเจ้า และกำลังจะพินาศ จงมองข้ามความเกลียดชัง "ความรักเป็นพลังเดียวที่สามารถเปลี่ยนศัตรู ให้กลายเป็นมิตรได้  และเราไม่สามารถกำจัดศัตรูด้วยการปะทะกันด้วยความเกลียดได้  เรากำจัดศัตรูด้วยการกำจัดความเป็นศัตรู" นี่เป็นคำกล่าวของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (ศาสนาจารย์ และนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ชาวอเมริกัน)  “ความรัก” เป็นคำตอบ “แต่เราบอกท่านว่าจงรักศัตรูของท่าน และอธิษฐานเผื่อบรรดาผู้ที่ข่มเหงท่าน”(มธ. 5:44) ถ้ามีคนเกลียดชังและพยามทำลายชื่อเสียงของพวกเรา  ความเกลียดชังของคนๆนั้นอาจมีพลังอำนาจมากพอ  ที่จะล่อลวงให้พวกเราเกลียดเขาเป็นการตอบแทน  แต่พระเยซูคริสต์กลับทรงบัญชาให้เรารักศัตรูและอธิษฐานเผื่อพวกเขาด้วย ความรักอันยิ่งใหญ่ขององค์พระเยซูคริสต์ที่ได้ทรงสละพระชนม์เพื่อพวกเราที่บนกางเขน  แม้ว่าพวกเราจะเต็มไปด้วยความผิดบาป  ความรักของพระเจ้าจะหลอมละลายจิตใจของเรา  เมื่อพวกเราระลึกถึงเวลาที่พระเจ้าทรงยกโทษความผิดบาปให้พวกเราครั้งแล้วครั้งเล่า พระองค์ก็ยังทรงอ่อนโยน และอดทนต่อพวกเราเสมอ  พระองค์จะทรงรอคอยจนกว่าพวกเราจะเรียนรู้สิ่งที่พระองค์ทรงสอน เมื่อพวกเรารู้จักความรักของพระองค์แล้ว จะเก็บความขมขื่น หรือความอาฆาตต่อคนอื่นได้อย่างไร แต่ถ้ายังคงปฏิเสธไม่ให้ความรักของพระเจ้าหลั่งไหลเข้ามาในจิตวิญญาณ  ยังคงปฏิเสธไม่ยอมละทิ้งความเกลียดชังศัตรู  นั่นก็หมายความว่า  พวกเรายังไม่เคยเชื่ออย่างแท้จริงว่า  พระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อพวกเรา ขณะที่พวกเรายังเป็นคนบาปอยู่ (รม.5:8)

****************************

อ่านบทความอื่นๆได้ที่  http://theword-15.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559

คิด...ที่แตกต่าง(ตอนสอง)

          ในบทที่๔ บทสรุปที่น่าคิดสำหรับชีวิตพวกเรา “แต่โยนาห์ไม่พอใจมากและโกรธ 2 เขาอธิษฐานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ก็บอกตั้งแต่ยังอยู่ที่บ้านแล้วไม่ใช่หรือว่ามันจะเป็นอย่างนี้? เพราะเหตุนี้แหละ ข้าพระองค์ถึงได้รีบหนีไปเมืองทารชิช ข้าพระองค์รู้อยู่ว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระคุณและความเอ็นดูสงสาร ทรงเป็นพระเจ้าผู้กริ้วช้าและเปี่ยมด้วยความรัก พระเจ้าทรงอดพระทัยไว้ไม่ลงโทษ 3 ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า บัดนี้ขอทรงเอาชีวิตข้าพระองค์ไปเถิด ข้าพระองค์ตายเสียดีกว่าอยู่” (ยนา.๔:๑-๓)   สิ่งที่เกิดขึ้นกับโยนาห์หลังจากที่เขาได้ประกาศเรื่องกลับใจใหม่ “ไม่พอใจมากและโกรธ” ในฐานะผู้เผยพระวจนะชาวฮีบรูคนหนึ่ง โยนาห์ย่อมมีอคติและความเป็นปฏิปักษ์ต่อเพื่อนบ้านที่เป็นคนต่างชาติ พวกยิวตลอดหลายศตวรรษดูถูกคนต่างชาติ พวกเขาไม่ต้องการแบ่งปันพระดำรัสของพระเจ้ากับชนชาติอื่น เหมือนกับที่พวกเขาก็ไม่ยอมทำในสมัยอ.เปาโล เหตุการณ์ใน ๑ธส.๒:๑๔-๑๖ พี่น้องทั้งหลาย ท่านก็เหมือนกับคริสตจักรของพระเจ้าที่แคว้นยูเดียซึ่งอยู่ในพระเยซูคริสต์ คือท่านต้องเผชิญความทุกข์ยากจากพี่น้องร่วมถิ่นของตนเองเหมือนที่คริสตจักรเหล่านั้นได้รับจากพวกยิว พวกเขาได้ประหารองค์พระเยซูเจ้า เข่นฆ่าเหล่าผู้เผยพระวจนะและขับไล่พวกเราออกมา เขาทำให้พระเจ้าไม่พอพระทัยและเป็นศัตรูกับคนทั้งปวง โดยการพยายามขัดขวางไม่ให้เราประกาศแก่คนต่างชาติเพื่อให้คนเหล่านั้นได้รับความรอด ด้วยการกระทำเหล่านี้พวกเขาได้พอกพูนบาปผิดให้เต็มพิกัด พระพิโรธของพระเจ้าจึงมาถึงพวกเขาในที่สุด อ.เปาโลได้รับการต่อต้านเมื่อประกาศข่าวประเสริฐแก่คนต่างชาติ การกระทำของพวกเขาแบบนี้ก็เพราะ พวกเขาลืมจุดประสงค์เดิมของพระเจ้าที่มีต่อชนชาติของเขาเสียแล้ว “...และทุกประชาชาติทั่วโลกจะได้รับพรผ่านทางเชื้อสายของเจ้า เพราะเจ้าได้เชื่อฟังเรา” (ปฐก.๒๒:๑๘) นี่เป็นจุดประสงค์ของพระเจ้า ที่ต้องการให้ชนชาติฮีบรูเป็นพระพรแก่บรรดาประชาชาติทั้งหลายในโลก โดยการแบ่งปันพระดำรัสของพระเจ้าแก่ชาวต่างชาติ โยนาห์คิดว่าพระเจ้าไม่ควรให้ความรอดแก่ชนต่างชาติที่ชั่วร้ายเช่นนี้เปล่าๆ
          ในข้อ๒ โยนาห์อธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยความขมขื่น และความโกรธ เป็นคำอธิษฐานที่แย่มากๆ มองย้อนกลับไปเมื่อพระเจ้าได้ทรงเรียกโยนาห์ครั้งแรก ช่วงนั้นเขายังอยู่ในอิสราเอลซึ่งเป็นชนชาติของเขา โยนาห์ได้บอกพระเจ้าว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น เขากลัวว่าถ้าเขาไปเมืองนีนะเวห์และเทศนา พวกเขาจะกลับใจใหม่และพระเจ้าจะทรงเปลี่ยนแปลงพระทัยจากการพิพากษา ดังนั้นโยนาห์อาจจะคิดไปว่าเขาจะถูกมองว่า เป็นผู้เผยพระวจนะเท็จที่ประกาศเรื่องการพิพากษาของพระเจ้าแล้วไม่เกิดขึ้นจริงๆ เพราะโยนาห์รู้อยู่แก่ใจถึงพระลักษณะของพระเจ้าว่า “...พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระคุณ และความเอ็นดูสงสาร ทรงเป็นพระเจ้าผู้กริ้วช้าและเปี่ยมด้วยความรัก...” ความรัก ความเอ็นดู และพระคุณของพระเจ้า เป็นส่วนหนึ่งของความประเสริฐเลิศของพระองค์
          พระคุณของพระเจ้า        
                    “พระองค์เสด็จผ่านหน้าโมเสสไปพร้อมทั้งประกาศว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า พระยาห์เวห์ พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณาและพระคุณ ทรงกริ้วช้า บริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคงและความซื่อสัตย์”
(อพย.๓๔:๖)
                    “องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเชื่องช้าที่จะทำตามพระสัญญาอย่างที่บางคนคิด แต่ทรงอดทนต่อท่านเพราะพระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้ใดพินาศ แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่ จงระลึกว่าที่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงอดกลั้นพระทัยไว้ก็เพื่อให้คนทั้งหลายมีโอกาสได้รับความรอด เหมือนที่น้องเปาโลที่รักของเราได้เขียนจดหมายมาถึงท่านด้วยสติปัญญาที่พระเจ้าประทาน” (๒ปต.๓:๙,๑๕)
          พระคุณคือ ความประเสริฐเลิศของพระเจ้า ที่ทรงสำแดงต่อผู้ที่สมควรได้รับสิ่งเลวร้าย การทรงสำแดงพระคุณก็เช่นเดียวกันกับการทรงสำแดงพระเมตตากรุณา คือแล้วแต่พระเจ้าจะทรงเลือก การกระทำของพระองค์จะต้องบริสุทธิ์ พระองค์จะเลือกสำแดง หรือไม่สำแดง พระคุณแก่คนบาปผู้สมควรแก่โทษก็ได้ พระคัมภีร์สอนว่าพระเจ้าทรงสำแดงพระคุณแก่มนุษย์ทั่วไป โดยการที่พระองค์ทรงอดกลั้น เลื่อนการลงโทษบาปให้ล่าช้าออกไป     
            ความเอื้อเอ็นดูของพระเจ้า(ความเอ็นดูสงสาร)      
                                “องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงดีต่อทุกคน พระองค์ทรงรักเอ็นดูสรรพสิ่งที่ทรงสร้างขึ้น ดวงตาของทุกชีวิตแหงนมองพระองค์ และพระองค์ประทานอาหารให้ในเวลาที่เหมาะสม พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์มา และทรงให้ทุกชีวิตได้อิ่มเอมสมปรารถนา” (สดด.๑๔๕:๙,๑๕-๑๖)
                                “กระนั้นพระองค์โปรดให้มีพยานหลักฐานถึงพระองค์เอง คือทรงสำแดงพระคุณโดยประทานฝนจากฟ้าสวรรค์และพืชผลตามฤดูกาล พระองค์ประทานอาหารอันอุดมสมบูรณ์แก่ท่านและให้จิตใจของท่านเปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดี” (กจ.๑๔:๑๗)
          ด้วยความประเสริฐเลิศ พระองค์จึงทรงปฏิบัติต่อสรรพสิ่งที่ทรงสร้างด้วยน้ำพระทัยกว้างขวางอ่อนโยนและกรุณา ความเอื้อเอ็นดูของพระเจ้าสำแดงออกโดยความอาทรห่วงใยดูแลสิ่งที่ทรงสร้าง และสนองต่อความต้องการของสรรพสิ่งนั้น พระเจ้ามิได้จำกัดความเอื้อเอ็นดูเฉพาะผู้เชื่อเท่านั้น เพราะพระองค์ให้ดวงอาทิตย์ส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน และให้ฝนตกแก่ทั้งคนชอบธรรม และคนอธรรม (มธ.๕:๔๕)
          ความรักของพระเจ้า     
                   “พระองค์ตรัสว่า “แน่นอน พวกเขาเป็นประชากรของเรา เป็นลูกที่จะไม่ทำผิดต่อเรา”แล้วพระองค์ก็ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของพวกเขา 9 พระองค์ทรงทุกข์พระทัยในความทุกข์ใจทั้งสิ้นของพวกเขา และทูตสวรรค์ที่อยู่ต่อหน้าพระองค์ก็ช่วยพวกเขาให้รอด พระองค์ทรงไถ่พวกเขาด้วยความรักและความเมตตา พระองค์ทรงยกพวกเขาขึ้นและอุ้มพวกเขาไว้ ตลอดวันคืนในสมัยก่อน” (อสย.๖๓:8-๙)
                   “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกท่านและรักท่าน ไม่ใช่เพราะท่านยิ่งใหญ่กว่าชนชาติอื่นๆ แท้จริงพวกท่านเป็นชนชาติเล็กที่สุดเสียด้วยซ้ำ  แต่เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงรักท่านและทรงรักษาคำปฏิญาณที่ให้ไว้กับบรรพบุรุษของท่าน พระองค์จึงทรงนำท่านออกมาด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ และทรงไถ่ท่านออกจากแดนทาส จากอำนาจของฟาโรห์กษัตริย์แห่งอียิปต์” (ฉธบ.๗:๗-๘)
          ความรักของพระเจ้านั้นเป็นความบริบูรณ์เพียบพร้อมที่ผลักดันพระองค์ตลอดเวลาให้เป็นฝ่ายติดต่อ ความรักนี้ไม่ใช่เป็นเพียงการกระตุ้นของความรู้สึก แต่เป็นความรักจากใจอย่างมีเหตุผล เป็นความบริสุทธิ์และความจริงของพระองค์ เป็นความรักดั้งเดิมตามน้ำพระทัยของพระองค์ พระเจ้าทรงรักมนุษย์ เพราะพระองค์ทรงเลือกรักเขา ไม่ใช่รักเพราะพวกเขาได้สร้างคุณงามความดี หรือทำอย่างหนึ่งอย่างใดดีเลิศจึงสมควรได้รับความรัก
                   “ผู้ที่ไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้าเพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก เช่นนี้เราจึงรู้และเชื่อมั่นในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา”(๑ยน.๔:๘,๑๖)
                   “แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์เองแก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (รม.๕:๘)
          ความรักอันใหญ่หลวงเป็นจุดเด่นแสดงให้เห็นพระลักษณะของพระเจ้า พระคัมภีร์บรรยายถึงสภาพพระลักษณะว่า พระเจ้าคือความรัก ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าตรัส หรือทรงกระทำเป็นแบบอย่างแสดงถึงความรักของพระองค์ ในน้ำพระทัยของพระองค์ พระองค์ประสงค์ที่จะยกโทษความบาปให้แก่มนุษย์ แต่เนื่องจากพระองค์เป็นพระเจ้าแห่งความบริสุทธิ์ และยุติธรรม พระองค์จึงต้องจัดการกับความบาป แต่พระองค์ก็ทรงจัดเตรียมทางรอดไว้ให้ด้วย เพื่อคนบาปทั้งปวงจะไม่ต้องถูกลงโทษ


อ่านบทความอื่นๆได้ที่  http://theword-15.blogspot.com/

วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2559

คิด...ที่แตกต่าง(ตอนแรก)


ยนา.๔:๒
“...ข้าพระองค์รู้อยู่ว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า     ผู้เปี่ยมด้วยพระคุณและความเอ็นดูสงสาร
ทรงเป็นพระเจ้าผู้กริ้วช้าและเปี่ยมด้วยความรัก...”

          ประมาณ ปี๗๘๐ ก่อนคริสตศักราช มีผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งชื่อ “โยนาห์” ที่มีใจแคบ เห็นแก่ตัวรับใช้พระเจ้าด้วยความไม่เต็มใจ โยนาห์เป็นผู้เผยพระวจนะในสมัยกษัตริย์เยโรโบอัมที่๒ กษัตริย์องค์ที่๑๔แห่งอิสราเอล “ทรงเป็นผู้ยึดเขตแดนจากเลโบฮามัท จดทะเลแห่งอาราบาห์ กลับคืนมาเป็นของอิสราเอล เป็นไปตามพระดำรัสขององค์  พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ที่ตรัสผ่านทางผู้เผยพระวจนะโยนาห์บุตรอามิททัยจากกัทเฮเฟอร์” (๒พกษ.๑๔:๒๕) นี่เป็นคำเผยพระวจนะของโยนาห์ ที่กล่าวว่ากษัตริย์เยโรโบอัมที่๒จะมีชัยชนะต่อชนชาติต่างๆ และพระองค์ได้กระทำตามก็ปรากฏเป็นจริงว่าสามารถตีเอาดินแดนของอิสราเอลคืนมาได้หมด นับแต่นั้นมาโยนาห์จึงเป็นที่รู้จัก หากประมวลเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงชีวิตของโยนาห์แล้ว เขาน่าจะมีชีวิตและทำพันธกิจก่อนอาโมส และโฮเชยา ในสมัยกษัตริย์เยโรโบอัมที่๒ อิสราเอลเป็นประเทศที่มีความรุ่งเรืองอย่างมาก แต่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเขาเสื่อมลง ชาวอิสราเอลเห็นแก่ตัว โลภมากและคิดถึงแต่ความเจริญ ความสุขสบายของตนเอง โดยไม่สนใจความเดือดร้อนของชนชาติอื่น แม้แต่โยนาห์ซึ่งเป็นผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าก็มีใจคับแคบเห็นแก่ตัวเหมือนชาวอิสราเอลทั่วไป โยนาห์ได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าให้ไปประกาศแก่ “เมืองนีนะเวห์” ของอาณาจักรอัสซีเรีย ตั้งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำไทกริส อยู่ห่างไปสองร้อยห้าสิบไมล์ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองบาบิโลน ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลาประมาณหนึ่งร้อยปีก่อนที่อัสซีเรียจะรุกราน และโจมตีกวาดล้างอาณาจักรฝ่ายเหนือ (อิสราเอล) ไปเป็นเชลย ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าเพราะเหตุใดพระเจ้าถึงทรงเลือกเมืองนีนะเวห์ ของอาณาจักรอัสซีเรียซึ่งเป็นชนชาติที่โหดร้าย เพื่อการประกาศเรื่อง “การกลับใจใหม่” กระนั้นในพระประสงค์อันเป็นสิทธิ์ขาดของพระเจ้า พระองค์ประทานโอกาสให้ เมืองนีนะเวห์ สำหรับการกลับใจใหม่ในครั้งนี้ โดยพระเมตตา และพระคุณของพระเจ้า พระองค์จึงใช้โยนาห์ให้ไปประกาศในเรื่องนี้แก่เมืองนีนะเวห์ โดยเสนอจะผ่อนผันการพิพากษาแก่เมืองนีนะเวย์หากพวกเขากลับใจใหม่ โยนาห์ไม่อยากไปในการรับใช้ครั้งนี้ เพราะเขาอยากให้เมืองนีนะเวห์พินาศไปเพราะความชั่วร้ายของพวกเขา ฉะนั้นแทนที่โยนาห์จะเชื่อฟังพระเจ้า เขาก็กลับหนีไปทางทิศตรงกันข้าม เขากำลังวิ่งหนีจากการทรงเรียกของพระเจ้า(ยนา.๑:๑-๓) โยนาห์ขึ้นเรือเพื่อหนีไปให้ไกล แต่พระเจ้าทรงส่งพายุมาทำให้เรือเผชิญกับพายุอย่างบ้าคลั่ง คนในเรือที่มาจากที่ต่างๆ ได้พากันอธิษฐานขอความช่วยเหลือต่อบรรดาพระของพวกเขา แต่โยนาห์กลับนอนหลับ เมื่อกัปตันสั่งให้โยนาห์อธิษฐานต่อพระของเขาด้วย โยนาห์กลับหลับต่อไป พระเจ้าทรงตีสอนโยนาห์โดยให้เขาถูกทิ้งลงในทะเลในระหว่างที่เกิดพายุนั้น แต่พระองค์ให้ปลาตัวใหญ่มากลืนร่างเขาไว้(ยนา.๑:๔-๑๗) ในระหว่างที่อยู่ในท้องปลา โยนาห์ได้สรรเสริญพระเจ้าที่ช่วยเขาให้รอด ปลาก็สำรอกเขาออกมาลงบนแผ่นดิน เพื่อพันธกิจของพระองค์จะได้สำเร็จ(ยนา.๒) ในที่สุดโยนาห์ก็ได้ประกาศที่เมืองนีนะเวห์ แต่เขากระทำโดยไม่เต็มใจนัก การเผยพระวจนะมักจะขึ้นต้นด้วยประโยคที่ว่า“พระเจ้าตรัสว่า...” ซึ่งโยนาห์ไม่ได้กล่าวเช่นนี้เลย และไม่ได้บอกด้วยว่าพระเจ้าให้โอกาสพวกเขาได้กลับใจ เพื่อจะทรงผ่อนผันการพิพากษาแก่เมืองนีนะเวห์ออกไป ประชาชนและกษัตริย์เมืองนีนะเวห์ตอบสนองต่อพระบัญชาของพระเจ้าอย่างมากมาย ทุกคนให้ความร่วมมือร่วมใจกันอธิษฐานอดอาหาร “เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรการกระทำของพวกเขาและเห็นเขาเลิกทำชั่ว ก็ทรงเอ็นดูสงสารและไม่ได้ทำลายพวกเขาตามที่ทรงคาดโทษไว้”(ยนา.๓:๑๐) พระเจ้าทรงทราบว่าการกลับใจใหม่ของชาวนีนะเวห์ ไม่ใช่การกระทำแบบผิวเผิน พระองค์รู้ว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับจิตใจของพวกเขา และการดำเนินชีวิตของพวกเขา พระเจ้าทรงกลับพระทัย และทรงระงับการพิพากษานั้นไว้ก่อน หากมองอีกมุมหนึ่งทำให้พวกเราทราบว่า การกลับใจจากการกระทำบาปของมนุษย์ สามารถเปลี่ยนแปลงพระทัยของพระเจ้าได้
         

อ่านบทความอื่นๆได้ที่ http://theword-15.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เชื่อ...เถอะ...(ตอนสุดท้าย)

   
องค์พระผู้เป็นเจ้าทำให้โมเสสมั่นใจในความเชื่อของตนเองที่จะดำเนินชีวิตเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ โดยพระองค์ตรัสว่า “เราจะอยู่กับเจ้า” องค์พระผู้เป็นเจ้าได้แสดงถึงความรักอันสัตย์ซื่อความห่วงใย และความปรารถนาของพระองค์ และประทับอยู่ในการสามัคคีธรรมร่วมกับพวกเขา “เราเป็นซึ่งเราเป็น”  พระองค์สำแดงว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของปัจจุบันผู้ซึ่งจะตอบสนองต่อ ความต้องการของชาวอิสราเอลด้วยพระองค์เอง พระนามว่า “เราเป็น”มีความหมายว่าพระเจ้าทรงสถิตกับพวกเขาทุกที่ ที่พวกเขาไป ความเชื่อเป็นกุญแจเพียงดอกเดียวที่จะนำพวกเขา เข้าสู่การทรงสถิตของพระองค์ องค์พระผู้เป็นเจ้ากระทำให้โมเสสมีฤทธิ์อำนาจทำการอัศจรรย์เพื่อคนอื่นจะเชื่อว่าพระเจ้าใช้เขามาจริงๆ นอกจากนั้นพระองค์ให้อาโรนเป็นผู้ช่วยและพูดแทนโมเสส
(อพย.๓:๑๒-๑๔;๔:๒-๑๖)ด้วยความช่วยเหลือทั้งหมดนี้ ทำให้โมเสสมั่นใจเต็มที่ว่า พระเจ้าสามารถช่วยผู้รับใช้ของพระองค์ให้กระทำพันธกิจที่มอบหมายทุกอย่างได้สำเร็จ เพราะก่อนที่โมเสสจะสิ้นชีวิต เขาบอกโยชูวาผู้สืบทอดตำแหน่งของเขาว่า “อย่ากลัว อย่าท้อแท้เลย องค์พระผู้เป็นเจ้าเอง จะทรงนำหน้าท่านและสถิตอยู่กับท่าน พระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้ง หรือละทิ้งท่านเลย”(ฉธบ.31:8)
          สำหรับพวกเราแล้วพระเจ้ามอบหมายพันธกิจให้พวกเราเหมือนกัน พระองค์บอกให้ “ทำพันธกิจรับใช้” โดยออกไปประกาศพระกิตติคุณเหมือนกับอ.เปาโลและสาวกคนอื่นๆ (๑ทธ.๑:๑๒) เราทุกคนได้รับสิทธิพิเศษนี้ บางคนเป็นผู้รับใช้เต็มเวลา พี่น้องหลายคนที่รับบัพติสมาแล้วก็ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยศิษยาภิบาล และผู้ปกครองในคริสตจักร(มธ.24:14; 28:19-20) ในชีวิตการรับใช้บางครั้งพวกเราก็พบกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ไม่ต้องกังวลใจพระเจ้าช่วยพวกเราให้พันธกิจรับใช้ของพระองค์สำเร็จจนได้ พวกเราต้องขอให้พระองค์ช่วยและต้องเชื่อว่าพระองค์จะช่วยพวกเราได้ อธิษฐานบอกพระองค์ว่าพวกเรากลัวอะไร หรือกังวลเรื่องอะไร พระเจ้าผู้มอบหมายพันธกิจนี้ให้พวกเรา เพราะฉะนั้น พระองค์จะช่วยพวกเราให้ทำพันธกิจนี้จนสำเร็จ องค์พระผู้เป็นเจ้าจะช่วยพวกเราเหมือนๆ กับที่ช่วยโมเสส ประการแรก พระเจ้าสัญญาว่า “ดังนั้น อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้าอย่าท้อแท้ เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า เราจะทำให้เจ้าเข้มแข็งขึ้นและจะช่วยเจ้า เราจะชูเจ้าไว้ด้วยมือขวาอันชอบธรรมของเรา”(อสย.๔๑:๑๐) ประการที่สอง พระเจ้ายืนยันว่าคำสัญญาของพระองค์เชื่อถือได้ พระองค์บอกว่า“.....เราพูดอะไรไว้ เราจะทำให้เกิดขึ้น เราวางแผนอะไรไว้เราจะทำตามแผนนั้น” (อสย.๔๖:๑๑) ประการที่สาม “แต่เรามีของล้ำค่านี้ในภาชนะดินเพื่อแสดงว่าฤทธานุภาพอันล้ำเลิศนี้มาจากพระเจ้า ไม่ใช่มาจากตัวเราเอง”(๒คร.๔:๗) องค์พระผู้เป็นเจ้าได้มอบ “กำลังที่มากกว่าปกติ” แก่พวกเราเพื่อจะทำพันธกิจรับใช้จนสำเร็จ ประการสุดท้าย “เหตุฉะนั้นจงให้กำลังใจกันและเสริมสร้างซึ่งกันและกันขึ้นเหมือนที่ท่านก็กำลังทำอยู่แล้ว”(๑ธส.๕:๑๑) พระเจ้าประสงค์ให้พวกเรามีพี่น้องคริสเตียนทั่วโลก “ให้กำลังใจกันและเสริมสร้างซึ่งกันและกัน” เพื่อช่วยพวกเราให้ทำพันธกิจที่มอบหมายต่อ ๆ ไปได้ เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้า พวกเราจะมีความเชื่อในพระองค์มากขึ้น และจะเห็นว่าสิทธิพิเศษที่ได้รับใช้พระองค์มีค่ามากกว่าทรัพย์สมบัติในโลกนี้หลายเท่า
          “.....เขามองไปข้างหน้าถึงบำเหน็จของเขา”(ฮบ.๑๑:26) โมเสสไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับแผนการของพระเจ้าในอนาคต แต่เขาก็ใช้ความรู้เท่าที่มีตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตอย่างถูกต้อง เช่นเดียวกับอับราฮัม โมเสสเชื่อมั่นในคำสัญญาของพระเจ้า เขาจึงไม่คิดว่าการที่ต้องลี้ภัยนาน 40 ปี และรอนแรมอยู่ในป่ากันดารอีก 40 ปีเป็นการเสียเวลาเปล่า แม้โมเสสไม่รู้ว่าพระเจ้าจะทำให้คำสัญญาต่าง ๆ สำเร็จด้วยวิธีไหน “แต่เพราะความเชื่อ” เขาจึงมั่นใจว่าจะได้บำเหน็จรางวัลแน่นอนเหมือนกับว่าเห็นบำเหน็จนั้นอยู่ตรงหน้าโมเสสแล้ว  # ...พวกเรา...เพ่งมองบำเหน็จ...ที่จะได้รับเช่นเดียวกับโมเสสหรือไม่ ?


อ่านบทความอื่นๆได้ที่  http://theword-15.blogspot.com/

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เชื่อ...เถอะ...(ตอนแรก)


ฮบ.11:26


เขาถือว่าการยอมเสื่อมเสีย
เพื่อพระคริสต์ยังล้ำค่ายิ่งกว่าทรัพย์สมบัติทั้งหลายของอียิปต์เพราะเขามองไปข้างหน้าถึงบำเหน็จของเขา

          
อียิปต์ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์ พวกเขาเรียนรู้วิธีที่จะเอาชนะธรรมชาติและนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ มีการปกครองที่เป็นระเบียบมีความมั่นคงอุดมสมบูรณ์ตลอดจนมีศิลป และวัฒนธรรมชั้นสูง ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจทำให้จักรวรรดิอียิปต์มั่นคงก้าวหน้าต่อเนื่องเป็นเวลาหลายพันปี ในด้าน เกษตรกรรม พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม ด้าน เกษตรกรรม เป็น รากฐานทางเศรษฐกิจของจักรวรรดิอียิปต์ ประชากรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่อาศัยน้ำจากแม่น้ำไนล์ในการเพาะปลูก ทำให้มีการคิดค้นระบบชลประทาน ทำคลองส่งน้ำจากแม่น้ำไนล์เข้าไปยังพื้นที่ที่ห่างจากฝั่ง ระบบชลประทานจึงเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรอียิปต์ดำเนินการเพาะ ปลูกพืชสำหรับบริโภคภายในจักรวรรดิและพืชเศรษฐกิจอื่นๆได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานไปแสวงหาดินแดนที่อุดมสมบูรณ์มากกว่า อนึ่ง ผลิตผลทางเกษตรที่สำคัญของชาวอียิปต์ ได้แก่ ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวฟ่าง ผัก ผลไม้ ปอ และฝ้าย  ด้าน พาณิชยกรรม จักรวรรดิอียิปต์ติดต่อค้าขายกับดินแดนอื่นๆ ตั้งแต่ประมาณ 2000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ดินแดนที่ติดต่อค้าขายเป็นประจำ ได้แก่ เกาะครีต และดินแดนเมโสโปเตเมีย โดยเฉพาะฟีนิเชีย ปาเลสไตน์ และซีเรีย สินค้าส่งออกที่สำคัญของอียิปต์คือ ทองคำ ข้าวสาลี และผ้าลินิน ส่วนสินค้าที่นำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ แร่เงิน งาช้าง และไม้ซุง ด้าน อุตสาหกรรม อียิปต์เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมตั้งแต่ประมาณ 3000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรมมของอียิปต์เติบโตคือ การมีช่างฝีมือและแรงงานจำนวนมาก มีเทคโนโลยีและวิทยาการที่ก้าวหน้า มีวัตถุดิบ และมีการติดต่อค้าขายกับดินแดนอื่นๆ อย่างกว้างขวาง ดังนั้นอียิปต์จึงสามารถพัฒนาระบบอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าได้จำนวนมาก อุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ การทำเหมืองแร่ การต่อเรือ การทำเครื่องปั้นดินเผา การทำเครื่องแก้ว และการทอผ้าลินิน “โมเสสได้รับการศึกษาในวิชาความรู้ทั้งปวงของอียิปต์ทรงอำนาจทั้งด้านวาจาและการ
กระทำ”(กจ.7:22) ด้วยสภาพความเจริญรุ่งเรืองของอียิปต์มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่โมเสสซึ่งได้รับการเลี้ยงดูในฐานะเป็นบุตรบุญธรรมของธิดากษัตริย์ฟาโรห์ ที่จะได้รับการอบรมสั่งสอนวิชาการทุกอย่างของชาวอียิปต์ ซึ่งวิชาการเหล่านั้น ที่โด่งดังในอารยธรรมอียิปต์ได้แก่ ดาราศาสตร์ การคำนวณ อักษรภาพ การแพทย์ และวิศวกรรม
          แต่ด้วยพระประสงค์ของพระเจ้าที่จะเตรียมโมเสสเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ แม่นมของโมเสสเป็นหญิงชาวฮีบรู “พี่สาวของทารกนั้นจึงทูลถามพระธิดาว่า “ให้หม่อมฉันไปหาแม่นมชาวฮีบรูมาเลี้ยงเด็กให้ไหม”...เด็กหญิงนั้นจึงกลับบ้านไปตามมารดาของทารกนั้นมา... ดังนั้นนางจึงอุ้มทารกกลับไปเลี้ยงดู ต่อมาเมื่อเด็กคนนั้นเติบโตขึ้น นางก็นำกลับมาเข้าเฝ้าพระธิดาของฟาโรห์ พระนางทรงรับเลี้ยงเขาเป็นโอรส และประทานนามว่าโมเสส”(อพย.2:7-10) พระคัมภีร์อาจไม่ได้บอกอะไรมากในช่วงนี้ แต่พอจะสันนิษฐานจากขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวฮีบรูในสมัยนั้นว่า แม่นมคงได้ฝึกอบรมบ่มสอนด้านจิตวิญญาณแก่ลูกๆ ตามระเบียบปฏิบัติของครอบครัวชาวฮีบรู โมเสสคงมีโอกาสเห็นครอบครัวแสดงความรักต่อพระเจ้า ตัวโมเสสเองคงร่วมในการนมัสการคราวต่างๆ ประจำครอบครัวตามระเบียบปฏิบัติ โมเสสคงได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ของบรรพบุรุษที่เดินทางมายังอียิปต์ในยุคสมัยของโยเชฟ ด้วยเหตุนี้ความรุ่งเรือง หรูหรา และวังที่ใหญ่โตโอ่อ่าที่ใครๆก็ปรารถนาจะได้เข้าอาศัยอยู่ ไม่มีผลอะไรกับตัวของโมเสสเลย จิตใจของเขาจดจ่ออยู่กับความรักของพระเจ้า และพี่น้องชนชาติเดียวกันกับเขา โมเสสไม่ได้เชื่อว่าหากทำงานให้ฟาโรห์ในวังต่อไป เขาจะใช้อำนาจหรือเงินทองที่ได้เพื่อช่วยพี่น้องชาวอิสราเอลได้ แต่โมเสสตั้งใจว่าจะรักพระเจ้า สุดหัวใจ สุดชีวิต และสุดกำลัง (ฉธบ.6:5) การตัดสินใจแบบนี้ไม่ได้ทำให้เขาต้องเสียใจภายหลัง แม้ว่าโมเสสจะต้องทิ้งทรัพย์สมบัติมากมายในอียิปต์ แล้วไปอยู่กับพี่น้องชาวอิสราเอล แต่ในที่สุดทรัพย์สมบัติเหล่านั้นก็ตกเป็นของชาวอิสราเอล(อพย.12:35-36)


อ่านบทความอื่นๆได้ที่  http://theword-15.blogspot.com/

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ยอมรับซึ่งกันและกัน


รม.๑๕:๗
ฉะนั้นจงยอมรับซึ่งกันและกันเหมือนที่
พระคริสต์ทรงยอมรับท่าน
เพื่อจะนำการสรรเสริญมาถวายแด่พระเจ้า

          ความภาคภูมิใจคือ ความรู้สึกที่บุคคลมีต่อตนเองในทางที่ดี มีความเคารพและยอมรับตนเองว่ามีความสำคัญ มีความสามารถ และใช้ความสามารถที่มีอยู่กระทำสิ่งต่างๆให้ประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย ยอมรับนับถือตนเอง และมีความเชื่อมั่นในตนเอง สังคมมักจะนำเสนอภาพคนที่มีความภาคภูมิใจ และมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง ว่าเป็นผู้ที่พึงเป็นแบบอย่างแก่คนอื่นๆ จนบางครั้งทำให้กลายเป็นความหยิ่งในศักดิ์ศรีของตนเองมากเกินควร ความภาคภูมิใจเช่นนี้ทำให้มีความรู้สึกที่ไม่เหมาะสม โดยอาจคิดว่าตนเป็นคนสำคัญและเหนือกว่าผู้อื่น จนละทิ้งพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ววางเป้าหมายของการดำเนินชีวิต และแผนการสำหรับอนาคตด้วยความคิดของตนเอง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงผู้ที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าต้องคำนึงถึงพระประสงค์ของพระองค์เสมอ(ยก.๔:๑๓-๑๖) องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสสอนผ่าน อ.ลูกาว่า อย่ากระทำตัวอย่างเศรษฐีโง่ พระองค์เล่าว่า มีชายร่ำรวยคนหนึ่งซึ่งได้สำรวจทรัพย์สมบัติของตน และกล่าวโอ้อวดกับตัวเองว่า “จิตใจเอ๋ย เจ้ามีทรัพย์สมบัติมากเก็บไว้พอหลายปี จงอยู่ สบาย กิน ดื่ม และรื่นเริงเถอะ” กระนั้น คืนนั้นเองพระเจ้าทรงเอาชีวิตเขาไป “เจ้าคนโง่ ในคืนวันนี้ชีวิตของเจ้าจะต้องถูกเรียกเอาไปจากเจ้า แล้วของซึ่งเจ้าได้รวบรวมไว้นั้นจะเป็นของใครเล่า” สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็คือว่า เศรษฐีโง่คนนั้นจะไม่ได้เอาทรัพย์สินของตนติดตัวไปได้เลย คนอื่นจะได้มันไปแทน(ลก.๑๒:๑๖-๒๑) ด้วยเหตุนี้พวกเราต้องตระหนักว่า ความสุขแท้ และชีวิตที่มีคุณค่านั้นขึ้นอยู่กับพระเจ้าโดยสิ้นเชิง    
          องค์พระผู้เป็นเจ้าสำแดงพระประสงค์ผ่านทางอ.เปาโลว่า “อย่าทำสิ่งใดด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูงอย่างเห็นแก่ตัว หรือด้วยความถือดี แต่จงทำด้วยความถ่อมใจ ถือว่าคนอื่นดีกว่าตน” (ฟป.๒:๓) ความมักใหญ่ใฝ่สูง ความเห็นแก่ตัว ความถือดี สามารถทำลายความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่ความถ่อมใจที่แท้จริงสามารถกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องในองค์พระเยซูคริสต์ได้เป็นอย่างดี แต่ต้องเป็นการถ่อมใจที่มองตนเองอย่างถูกต้อง นั้นคือการเห็นคุณค่าของตัวเองในทางที่ถูกเป็นสิ่งสำคัญ เพราะบางคนก็ประเมินค่าตนเองต่ำเกินไป บางคนก็คิดว่าตนสำคัญมากเกินไป กุญแจที่จะนำไปสู่การประเมินค่าอย่างซื่อตรง และถูกต้องตามความจริง คือ การรู้จักพื้นฐานคุณค่าในตัวเองที่เป็นตัวตนของเราในองค์พระเยซูคริสต์(รม.๑๒:๓) คนที่หยิ่งมักคิดว่าคนถ่อมใจเป็นคนอ่อนแอ และไม่มีความมั่นใจในตัวเอง แต่นั่นเป็นความจริงหรือไม่ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับพวกเราที่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณยังไม่เติมเต็มที่จะแสดงคุณลักษณะนั้น ด้วยเหตุนี้เพื่อจะเป็นคนถ่อมใจ พวกเราจำเป็นต้องเข้มแข็งกล้าหาญ และเรียนรู้ที่จะเป็นคนถ่อมใจ โดยการใคร่ครวญถึงความยิ่งใหญ่ขององค์พระผู้เป็นเจ้า และเลียนแบบตัวอย่างขององค์พระเยซูคริสต์
--------------------------------------

อ่านบทความอื่นๆได้ที่http://theword-15.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

จงเลือกเสียในวันนี้…แต่ส่วนข้าพเจ้า…จะปรนนิบัติพระยาห์เวห์(ตอนสุดท้าย)


          3. การรื้อฟื้นยอมจำนน ยชว.8:30-35 แล้วโยชูวาได้สร้างแท่นบูชาที่ภูเขาเอบาลถวายแด่พระยาห์เวห์พระเจ้าของอิสราเอล 31ดังที่โมเสสผู้รับใช้ของพระยาห์เวห์บัญชาประชาชนอิสราเอล ตามที่จารึกไว้ในหนังสือธรรมบัญญัติของโมเสสว่า “แท่นบูชาทำด้วยหินล้วน ซึ่งไม่มีใครใช้เครื่องมือเหล็กตกแต่งเลย” แล้วพวกเขาก็ถวายเครื่องบูชาเผาทั้งตัวแด่พระยาห์เวห์บนแท่นนั้น และถวายศานติบูชา 32ณ ที่นั้นท่านเขียนธรรมบัญญัติของโมเสสบนหินต่อหน้าประชาชนอิสราเอล ซึ่งเป็นสิ่งที่โมเสสได้เขียนไว้ 33อิสราเอลทั้งหมด ทั้งคนต่างด้าวและคนที่เกิดในอิสราเอล พร้อมทั้งผู้ใหญ่ เจ้าหน้าที่และผู้พิพากษายืนอยู่ทั้งสองข้างของหีบ ต่อหน้าคนเลวีที่เป็นปุโรหิตผู้หามหีบพันธสัญญาของพระยาห์เวห์ ครึ่งหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้าภูเขาเกริซิม อีกครึ่งหนึ่งข้างหน้าภูเขาเอบาล ดังที่โมเสสผู้รับใช้ของพระยาห์เวห์ได้บัญชาไว้ในครั้งแรกให้พวกเขาอวยพรแก่คนอิสราเอล 34หลังจากนั้นท่านจึงอ่านถ้อยคำในธรรมบัญญัติเป็นคำอวยพรและคำแช่งสาป ตามที่มีจารึกไว้ในหนังสือธรรมบัญญัติทุกประการ35ไม่มีคำซึ่งโมเสสได้บัญชาไว้สักคำเดียวที่โยชูวาไม่ได้อ่านต่อหน้าชุมนุมชนอิสราเอลทั้งหมด รวมทั้งผู้หญิงกับเด็กๆ และคนต่างด้าวที่อยู่ในหมู่พวกเขา หลังจากการยึดเมืองอัยได้โยชูวาสร้างแท่นบูชาใกล้เมืองเชเคมเขาสร้างจากหินที่ไม่ได้สกัดซึ่งพบบนไหล่เขาเอบาล นี่เป็นการปฏิบัติตามสิ่งที่โมเสสได้บัญชาไว้ว่าจะต้องกระทำหลังจากที่อิสราเอลได้เดินทางข้ามแม่น้ำจอร์แดนได้อย่างปลอดภัย เขาได้ถวายเครื่องบูชาเผา คือ สัตว์ถูกเผาเพื่อเป็นพยานถึงการยอมมอบถวายตัวแด่พระเจ้า หรือยอมจำนนและพึ่งพาพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง และถวายศานติบูชา คือ สัตว์บูชาซึ่งเลือด ไขมัน และส่วนสำคัญต่างๆ จะถูกเผาเพื่อถวายแก่พระเจ้า ส่วนที่เหลือของสัตว์นั้นผู้ถวายจะย่างและรับประทานด้วยกันในมื้ออาหารสามัคคีธรรม อาหารมื้อนี้เป็นสัญญาลักษณ์ของการสามัคคีธรรมระหว่างพระเจ้าและประชากรของพระองค์ โยชูวาจารึกธรรมบัญญัติลงบนหินก้อนใหญ๋ซึ่งธรรมบัญญัติเหล่านั้คือสิ่งที่คนอิสราเอลจะต้องปฏิบัติตามในดินแดนคานาอัน การเชื่อฟังธรรมบัญญัติจะทำให้พวกเขามีครอบครัวที่เข้มแข็งและมีชุมชนที่ชอบธรรม ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ การทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าจะปรากฏเด่นชัดวันต่อวัน สัปดาห์ต่อสัปดาห์ และตลอดไป ด้วยเหตุที่มนุษย์มีนิสัยชอบโอนเอียงเข้าหาบาป ดังนั้นคนของพระเจ้าจึงจำเป็นต้องรื้อฟื้นการยอมจำนนของเขาต่อพระเจ้าในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้า และองค์พระผู้ช่วยให้รอดของเขา

การดำเนินชีวิตควรมีท่าทีอย่างสัตย์ซื่อต่อพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า
                   ยชว.1:8-9 อย่าให้หนังสือธรรมบัญญัตินี้ห่างจากปากของเจ้า แต่จงตรึกตรองตามนั้นทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อเจ้าจะได้ระวังที่จะทำตามข้อความทุกประการที่เขียนไว้นั้น แล้วเจ้าจะมีความเจริญ และประสบความสำเร็จ 9 เราสั่งเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าจงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าครั่นคร้ามหรือตกใจเลย เพราะว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าสถิตกับเจ้าทุกแห่งที่เจ้าไป”
          พระบัญชานี้ตั้งอยู่บนฤทธิ์เดชของพระเจ้า ผ่านทางพระคำของพระองค์การที่พวกเราจะพบกับความสุข ความเจริญรุ่งเรือง และประสบความสำเร็จจะต้องปฏิบัติตามสามแนวทางนี้ คือ
                             1. สนทนาสามัคคีธรรมอย่างสม่ำเสมอ พระคำของพระเจ้าจะต้องไม่ห่างจากปากพวกเรา ควรพูดคุยกันในเรื่องที่เกี่ยวกับพระคำของพระเจ้า
                             2. ฝึกคิดใคร่ครวญพระคำ เมื่ออ่านพระคำทุกครั้งต้องฝึกคิดใคร่ครวญตรึกตรองในพระคำนั้นว่า ให้ข้อคิดแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างไร
                             3. เปลี่ยนแปลงตนเอง อย่าหยุดสิ่งที่ได้จากการใคร่ครวญพระคำ นำสิ่งที่คิดได้มาทดลองปฏิบัติเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างระมัดระวัง โดยเริ่มจากสิ่งที่ง่ายๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มความยากขึ้นเรื่อยๆ หากทำแบบนี้จะไม่เกิดความท้อใจเมื่อไม่ประสบความสำเร็จในช่วงแรก
            นี่คือ การเชื่อและสำแดงชีวิตตาม พระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า “อย่าหวาดกลัวและท้อถอย” หากเริ่มที่จะฝึกฝนเปลี่ยนแปลงตนเองตามพระคำ ฤทธิ์เดชและการทรงสถิตขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะอยู่กับพวกเราเสมอ


อ่านบทความอื่นๆได้ที่ http://theword-2015.blogspot.com/