วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ฝากไว้กับพระเจ้า(ตอนสุดท้าย)

           “...พระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นความหวังของเรา” (1 ทธ.1:1) นี่เป็นความหวังใจในพันธสัญญาใหม่ของเรา ผู้เชื่อในองค์พระเยซูคริสต์นั้น พระองค์ทรงเป็นความหวัง  ประมาณ ปี ค.ศ. 64 ได้เกิดเพลิงไหม้ใหญ่ขึ้นที่กรุงโรม ทำให้กรุงโรมเกือบทั้งหมดได้รับความเสียหาย จักรพรรดิเนโรได้โยนความผิดให้แก่คริสเตียน แลได้ข่มเหงอย่างหนัก ทำให้คริสเตียนจำนวนมากได้ถูกจับ ถูกตรึงที่กางเขนตายบ้าง ถูกเผาตายบ้าง คริสเตียนที่เหลืออยู่อดทนไม่ไหว ซ่อนตัวในถ้ำ หรือหนีออกจากกรุงโรม คริสเตียนเหล่านี้รู้สึกหมดหวัง เพราะเหตุนี้ เปโตรได้เขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้น เพื่อจะหนุนใจและให้กำลังใจแก่คริสเตียนในสมัยนั้น ดังนั้นประเด็นหลักของพระธรรม 1เปโตร ก็คือ “ความหวัง”  ในปัจจุบันก็ไม่แตกต่างกับสังคมคริสเตียนในยุคโรม หลายสิ่งไม่ค่อยชัด มืดมัว ดำเนินชีวิตด้วยความยากลำบาก ทำให้มีหลายคนแสดงอาการซึมเศร้าที่เกิดจากความเครียด ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่น่ามีความรู้สึกหมดหวัง หรือเลิกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะเรายังมีทางออก ยังมีความหวัง ความหวังของเราอยู่ในพระเยซูคริสต์ พระองค์เป็นความหวังของเราจริงๆ
          “สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ผู้ได้ทรงพระมหากรุณาแก่เรา ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่ เข้าสู่ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่ โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ 4และเพื่อให้ได้รับมรดกซึ่งไม่รู้เปื่อยเน่า ปราศจากมลทิน และไม่ร่วงโรยซึ่งได้เตรียมไว้ในสวรรค์ เพื่อท่านทั้งหลาย 5ซึ่งเป็นผู้ที่ฤทธิ์เดชของพระเจ้า ได้ทรงคุ้มครองไว้ด้วยความเชื่อให้ถึงความรอด ซึ่งพร้อมแล้วที่จะปรากฏในวาระสุดท้าย” (1 ปต.1:3-5) ถ้อยคำของเปโตรเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี และความหวังในยามยากลำบาก เปโตรเชื่อมั่นเช่นนั้น เพราะได้เห็นสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำเพื่อเรา ในพระเยซูคริสต์ นั้นคือ
                   1.พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย “.....พระเยซูคริสตเจ้าของเรา ผู้ได้
ทรงพระมหากรุณาแก่เรา ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่ เข้าสู่ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่ โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์” (1 ปต.1:3) “บังเกิดใหม่” เหตุใดเราต้องบังเกิดใหม่ ก็เพราะ ชีวิตเราเสื่อม “ด้วยว่า ในตัวข้าพเจ้า คือในตัวข้าพเจ้าไม่มีความดีประการใดอยู่เลย เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่ซึ่งจะกระทำการดีนั้น ข้าพเจ้าหาได้กระทำไม่ ( รม.7:18) เปาโลหนุนใจว่า ความตั้งใจที่จะทำสิ่งที่ดี และถูกต้องมีอยู่ในตัวเราทุกคน แต่การที่เราจะกระทำให้ได้ตามนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้นความตั้งใจที่จะกระทําดี แต่กลับทําไม่ได้มีความเป็นไปได้มาก เพราะฉะนั้นชีวิตของเราจึงได้เสื่อม และกลายเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายจนไม่อาจเปลี่ยนจากร้ายกลายเป็นดีได้ ด้วยว่าชีวิตของเรา “เสื่อมเสียและเลวทราม จนไม่อาจปรับปรุงได้” ดังนั้นเราจึงต้องบังเกิดใหม่ สำหรับการบังเกิดใหม่ ชีวิตเราจะได้รับการสร้าง และถูกเปลี่ยนแปลงตามพระฉายาขององค์พระเยซูคริสต์ จนเหมือนกับพระองค์ ดังที่พระองค์ทรงเป็น “เหตุฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการรับบัพติศมาเข้าส่วนในการตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย โดยเดชพระสิริของพระบิดาแล้ว เราก็จะได้ดำเนินชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน” (โรม.6:4)เมื่อเราเกิดจากฝ่ายเนื้อหนัง เราได้เกิดมาพร้อมกับความหมดหวัง เพราะความผิดบาปของเรา แต่ในวินาทีที่เราบังเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณ เราได้บังเกิดมาพร้อมกับความหวังในพระเยซูคริสต์ การที่เราบังเกิดใหม่ได้  ก็เพราะพระเยซูได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย ถ้าพระเยซูไม่ได้ทรงคืนพระชนม์แล้ว การบังเกิดใหม่ก็ไม่มี ในข้อ 3 ตอนท้ายบอกว่า โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์เพราะเหตุนี้แหละ เรายึดมั่นได้ว่า พระเยซูทรงเป็นความหวังของเรา
                   2.พระเยซูทรงเตรียมมรดกไว้ในสวรรค์ “และเพื่อให้ได้รับมรดกซึ่งไม่รู้เปื่อยเน่า ปราศจากมลทิน และไม่ร่วงโรยซึ่งได้เตรียมไว้ในสวรรค์ เพื่อท่านทั้งหลาย” (1 ปต.1:4) สิ่งที่พระองค์เตรียมไว้ในสวรรค์คือสิ่งที่ ไม่รู้เปื่อยเน่า หมายความว่า ได้รับการปกป้องจากความเปื่อยเน่าและความตาย นั่นคือ มรดกที่สมบูรณ์ ทุกสิ่งในโลกนี้เปื่อยเน่าและแก่ลง ถึงแม้ว่าเรามีทรัพย์สมบัติมากขนาดไหนก็ตาม เมื่อความตายมาถึง เราก็ปล่อยทุกอย่าง และไปมือเปล่า ไม่มีอะไรที่เราจะเอาไปได้ ปราศจากมลทิน หมายความว่า เราจะได้รับการป้องการจากความชั่วร้ายทางศีลธรรม นั่นคือมรดกที่บริสุทธิ์ไม่ร่วงโรย หมายความว่า ได้รับการป้องกันจากธรรมชาติและกาลเวลา แม้กาลเวลาเปลี่ยนไปสำหรับในสวรรค์แล้ว ยังคงสภาพอย่างที่ๆเป็นอยู่ไม่ปลี่ยนแปลง พระเจ้าไม่เพียงทรงเลือกเราให้มาถึงความรอดเท่านั้น แต่ให้มาถึงมรดกนิรันดร์  ไม่เสื่อมสลาย และไม่สูญค่าลงด้วย นอกจากนี้มรดกนี้ก็ได้รักษาไว้ในสวรรค์เพื่อท่านทั้งหลาย ดังนั้นความรอดของเรา จึงไม่ใช่แค่ความหวังใจอันมีชีวิตในเรื่องชีวิตนิรันดร์ในตอนนี้เท่านั้น แต่รวมถึงมรดกนิรันดร์ที่เราจะได้รับเมื่อไปถึงสวรรค์ด้วย
                   3.พระเยซูทรงคุ้มครองเราไว้ให้ถึงความรอด “ซึ่งเป็นผู้ที่ฤทธิ์เดชของพระเจ้า ได้ทรงคุ้มครองไว้ด้วยความเชื่อให้ถึงความรอด ซึ่งพร้อมแล้วที่จะปรากฏในวาระสุดท้าย” (1 ปต.1:5)ฤทธิ์เดชของพระเจ้ากำลังคุ้มครอง “ความรอด” ของเราอยู่ พระองค์ตรัสว่า “เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้นพระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้น ให้แก่เราเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่ง และไม่มีผู้ใดอาจชิงแกะนั้น ไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาของเราได้” (ยน.10:28-29) ด้วยเหตุนี้จะไม่มีใครแย่งชิงความรอดของเราไปได้กุญแจสำคัญคือ ความเชื่อ! ที่เราต้องมี  ชีวิตบนโลกนี้ คริสเตียนต้องเผชิญความทุกข์ แต่พระเยซูไม่ละทิ้งเรา พระองค์ทรงสถิตอยู่กับเราด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ตลอดเวลา พระนามของพระเยซูผู้ยอมสละสภาพของพระเจ้า ลงมาจากสวรรค์มาสู่แผ่นดินโลก และได้รับสภาพมนุษย์ คือ “อิมมานูเอล” แปลว่า พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเรา
          พระเยซูคริสต์ทรงเป็นความหวัง เพราะพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย ทรงเตรียมมรดกไว้ในสวรรค์เพื่อเรา และทรงคุ้มครองเราไว้ให้ถึงความรอด ขอให้เรายึดมั่นและพากเพียรทุกอย่างใน
พระองค์ผู้ทรงเป็นความหวังของเรา ยิ่งกว่านั้น ขอให้เราบอกกล่าวสิ่งเหล่านี้แก่คนอื่นๆ ที่กำลังรู้สึกผิดหวัง และหมดหวัง ให้คนเหล่านั้นดำเนินชีวิตด้วยความหวังในพระเยซูคริสต์เช่นเดียวกับเรา


อ่านบทความอื่นๆ ต่อได้ที่  http://theword-2015.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ฝากไว้กับพระเจ้า(ตอนสอง)

 
    ภายใต้สถานการณ์ที่ตรึงเครียด ความอิจฉาของซาอูลยังพุ่งพล่าน แต่พระเจ้าก็เตรียมสิ่งที่งดงามไว้สำหรับชีวิตของดาวิด    ดาวิดผู้มีความหวังใจในพระเจ้า อดทน และยอมเชื่อฟังพระองค์  พระเจ้ามีทางออกความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนระหว่างดาวิดกับโยนาธาน เป็นหนทางที่ช่วยให้เขารอดพ้นจากเงื้อมมือซาอูล “และโยนาธานราชบุตรของซาอูลได้ลุกขึ้นไปหาดาวิดที่โฮเรช และสนับสนุนมือของเธอให้เข้มแข็งขึ้นในพระเจ้า 17 โยนาธานพูดกับเธอว่า "อย่ากลัวเลย เพราะว่ามือของซาอูลเสด็จพ่อของฉันจะหาเธอไม่พบ เธอจะได้เป็นพระราชาเหนืออิสราเอล และฉันจะเป็นอุปราช ซาอูลเสด็จพ่อของฉันก็ทราบเรื่องนี้ด้วย" 18 และทั้สองก็กระทำพันธสัญญาต่อพระพักตร์พระเจ้าดาวิดยังค้างอยู่ที่โฮเรช และโยนาธานก็กลับไปวัง (1 ซมอ.23:16-18) โยนาธานช่วยเหลือให้ดาวิดหนีจากซาอูล แต่ไม่ว่าโยนาธานหรือดาวิด เขาทั้งสองไม่ได้ซ่องสุมผู้คนเพื่อทำร้ายซาอูล โยนาธานต้องการเพียงช่วยดาวิดให้รอดเท่านั้นเขาทำให้ดาวิดแน่ใจอีกครั้งว่า จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนได้ โยนาธานรู้ว่าดาวิดจะเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป และโยนาธานจะมีความสุขใจมาก หากได้รับใช้อยู่ใต้บังคับบัญชาของดาวิด
          “ฝ่ายชาวศิฟได้ขึ้นไปหาซาอูลที่กิเบอาห์ ทูลว่า "ดาวิดได้ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางพวก
ข้าพระบาท ในที่กำบังเข้มแข็งที่โฮเรช บนเนินเขาฮาคีลาห์ซึ่งอยู่ใต้เยชิโมนมิใช่หรือ 20 ข้าแต่พระราชา เพราะฉะนั้นขอเสด็จลงไป ตามพระทัยปรารถนาที่จะลงไป ฝ่ายพวกข้าพระบาทจะมอบเขาไว้ในหัตถ์ของพระราชา" 21 และซาอูลตรัสว่า "ขอพระเจ้าทรงอำนวยพระพรแก่พวกท่าน เพราะพวกท่านปรานีเรา 22 จงไปหาดูให้แน่นอนยิ่งขึ้น ดูให้รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ใครเห็นเขาที่นั่นบ้าง เพราะมีคนบอกข้าว่า เขาฉลาดนัก 23 เพราะฉะนั้น จงไปสังเกตดูที่ซุ่มว่า เขาซ่อนตัวอยู่ที่ไหน และกลับมา เอาเนื้อความแน่นอนมาบอกเรา แล้วเราจะไปกับท่าน ถ้าเขาอยู่ในเขตแผ่นดิน เราจะค้นหาเขาในหมู่คนตระกูลยูดาห์" 24 เขาทั้งหลายก็ลุกขึ้นไปยังศิฟก่อนซาอูล ฝ่ายดาวิดกับคนของท่านอยู่ในถิ่นทุรกันดารมาโอนในอาราบาห์ใต้เยชิโมน 25 ซาอูลกับคนของพระองค์ก็แสวงท่าน มีคนบอกดาวิด ท่านจึงลงไปยังศิลา และอยู่ในถิ่นทุรกันดารมาโอน เมื่อซาอูลทรงทราบดังนั้นก็ทรงติดตามดาวิดไปมาในถิ่นทุรกันดารโอน 26 ซาอูลเสด็จไปฟากภูเขาข้างหนึ่ง ดาวิดกับคนของท่านอยู่ที่ภูเขาอีกฟากหนึ่ง ดาวิดก็รีบหนีจากซาอูล เพราะซาอูลกับคนของพระองค์เข้ามาใกล้ ดาวิดกับคนของท่านเพื่อจะจับ 27 แต่มีผู้สื่อสารคนหนึ่งมาทูลซาอูลว่า "ขอรีบเสด็จกลับ เพราะพวกฟีลิสเตียยกกองทัพมาปล้นแผ่นดิน" 28 ซาอูลจึงเสด็จกลับจากการไล่ตามดาวิดไปรบกับฟีลิสเตีย เขาจึงเรียกที่นั้นว่า ศิลาพ้นภัย 29 ดาวิดก็ขึ้นไปจากที่นั่นไปอาศัยอยู่ในที่กำบังเข้มแข็งแห่งเอนเกดี” (1 ซมอ.23:19-29) ชาวศิฟแจ้งให้ซาอูลทราบว่าดาวิดได้หลบซ่อนอยู่ในพื้นที่ของเผ่าเขา ซาอูลนำกองทหารตามมาเพื่อจะฆ่าดาวิด ดาวิดนำไพร่พลของตนเองหนีไปในถิ่นทุรกันดารโอน ซาอูลก็ตามไปอย่างกระชั้นชิด "ขอรีบเสด็จกลับ เพราะพวกฟีลิสเตียยกกองทัพมาปล้นแผ่นดิน" องค์พระผู้เป็นเจ้าเข้าแทรกแซงสถานการณ์เพื่อช่วยเหลือดาวิดให้รอดพ้นจากเหตุการณ์นี้ มีทหารแจ้งข่าวแก่ซาอูลว่าชาวฟีลิสเตียนยกกองทัพเข้ามาตีอิสราเอล ซาอูลจึงเสด็จกลับทันที ยกเลิกการตามล่าดาวิด อีกครั้งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ให้การช่วยเหลือดาวิด พระสัญญาของพระเจ้าเป็นจริงเสมอ “ไม่มีอาวุธใดที่สร้างเพื่อต่อสู้เจ้าจะจำเริญได้ และเจ้าจะปรับโทษลิ้นทุกลิ้น ที่ลุกขึ้นต่อสู้เจ้าในการพิพากษา นี่เป็นมรดกของบรรดาผู้รับใช้ของพระเจ้า และการให้ความยุติธรรมต่อเขาจากเรา พระเจ้าตรัสดังนี้” (อสย. 54:17) เราต้องอยู่ในที่ๆ พระเจ้าให้เราอยู่ อย่างมั่นใจ ทำสิ่งที่พระเจ้าบอกให้ทำอย่างเต็มกำลัง เต็มความสามารถ เต็มด้วยความเชื่อและรอคอยวันเวลาที่เหตุการณ์นั้นจะสำเร็จ “อย่าสงสัย อย่ากลัว ยึดไว้ให้มั่น อย่าหวั่นไหว”

อ่านบทความอื่นๆ ต่อได้ที่  http://theword-2015.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ฝากไว้กับพระเจ้า(ตอนแรก)


 เหตุที่เราตรากตรำทำงาน และทนสู้ ก็เพราะว่าเรามี “ความหวังใจ” ในพระเจ้า
ผู้ดำรงพระชนม์ พระผู้ช่วยให้รอดของคนทั้งปวง โดยเฉพาะของผู้ที่เชื่อในพระองค์
(1 ทธ.4:10)
            “ความหวัง” คือ ความเชื่อว่าเป็นไปได้ และจะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นพลังผลักดันให้ชีวิตดำเนินไป ทำให้เรามีแรงบันดาลใจ มีความมุ่งมั่น พยายาม อดทน ต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ได้ ต่างคนต่างมีความหวังที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนล้วนทำทุกอย่าง เพื่อให้ความหวังนั้นประสบผลสำเร็จ คนเราถ้าไม่มีความหวังในชีวิตก็เปรียบเหมือนต้นไม้ที่กำลังจะตาย  ที่ไม่สามารถออกดอกออกผลที่สวยงามได้  มักอยู่ไปอย่างวันต่อวันโดยไร้จุดหมายในชีวิต สาเหตุการฆ่าตัวตายมีหลายอย่าง เช่น ความยากจน การเจ็บป่วย ตกงาน และไม่มีงานทำ ปัญหาครอบครัว ปัญหาเพศตรงกันข้าม เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกผิดหวังและหมดหวัง มองไม่เห็นอนาคต ไม่มีทางออก ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เลือกจะฆ่าตัวตายเช่นกัน
          คนเราเมื่อหมดหวังในชีวิตจากสิ่งของ ลาภยศ เงินทอง ความรู้ คนใกล้ชิด  ทุกคนมักมองหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์  เริ่มแสวงหา และมอบความไว้วางใจในสิ่งที่ตามองไม่เห็น  เริ่มแสวงหาการช่วยเหลือจากสิ่งที่อยู่เบื้องบน สำหรับชีวิตคริสเตียนแล้ว เราจะไม่พึ่งพาสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมา เราจะพึ่งพาพระผู้สร้างเรา  ผู้ทรงประทานทั้งชีวิต ร่างกายและจิตวิญญาณให้แก่เรา  นั่นคือ “พระเจ้า” พระองค์ประทาน แนวทางการดำเนินชีวิตผ่าน เปาโล ว่า “ดังนั้น ยังตั้งอยู่สามสิ่ง คือ ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด” (1 คร. 13:13) เปาโลหนุนใจพี่น้องชาวโครินธ์ให้ดำเนินชีวิตที่ประกอบด้วย “ความเชื่อ” อันเป็นรากฐานและสาระของข่าวประเสริฐเกี่ยวกับพระเจ้า “ความหวังใจ” เป็นท่าทีและจุดศูนย์รวมความสนใจ และ “ความรัก” เป็นการกระทำ เมื่อความเชื่อและความหวังใจอยู่ในวิถีทางที่ถูกต้อง เราก็สามารถที่จะรักได้อย่างเต็มที่ เพราะเราเข้าใจแล้วว่าพระเจ้าทรงรักมนุษย์อย่างไร
          ดาวิดเป็นแบบอย่างได้ในเรื่อง อดทน รอคอย และหวังใจ ต่อการทรงนำของพระเจ้า เพื่อกิจการต่างๆ จะสำเร็จตามพระประสงค์ของพระองค์ ดาวิดเผชิญหลายสิ่ง ในเมืองเคอีลาห์ และใน
ถิ่นทุรกันดาร“เขาบอกดาวิดว่า "ดูเถิด คนฟีลิสเตียกำลังรบเมืองเคอีลาห์อยู่ และปล้นเอาข้าว
ที่ลาน" 2 ดาวิดจึงทูลถามพระเจ้าว่า "ควรที่ข้าพระองค์จะไปต่อสู้กับคนฟีลิสเตียเหล่านี้หรือไม่" และพระเจ้าตรัสกับดาวิดว่า "จงไปต่อสู้คนฟีลิสเตีย และช่วยเมืองเคอีลาห์ไว้" 3 แต่คนของดาวิดเรียนท่านว่า "ดูเถิด เราอยู่ในยูดาห์นี่ก็ยังกลัวอยู่ ถ้าเราขึ้นไปยังเคอีลาห์สู้รบกับกองทัพของฟีลิสเตีย เราจะยิ่งกลัวมากขึ้นเท่าใด" 4 แล้วดาวิดก็ทูลถามพระเจ้าอีก และพระเจ้าตรัสตอบท่านว่า "จงลุกขึ้นลงไปยังเคอีลาห์เถิด เพราะเราจะมอบคนฟีลิสเตียไว้ในมือของเจ้า" 5 และดาวิดกับคนของท่านก็ไปยังเคอีลาห์ต่อสู้กับคนฟีลิสเตีย นำเอาสัตว์เลี้ยงของเขาไป และฆ่าฟันเขาทั้งหลายเสียเป็นอันมาก ดังนั้นแหละดาวิดก็ได้ช่วยกู้ชาวเมืองเคอีลาห์ไว้ 6 อยู่มา เมื่ออาบียาธาร์บุตรของอาหิเมเลคหนีไปหาดาวิดที่เมืองเคอีลาห์นั้น เขาถือเอโฟดลงมาด้วย 7 มีคนไปทูลซาอูลว่า ดาวิดมาที่เคอีลาห์แล้ว ซาอูลจึงตรัสว่า "พระเจ้าทรงมอบเขาไว้ในมือเราแล้ว เพราะที่เขาเข้าไปในเมืองที่มีประตู และดาล เขาก็ขังตัวเองไว้" 8 และซาอูลทรงให้เรียกพลทั้งปวงเข้าสงคราม ให้ลงไปยังเคอีลาห์ เพื่อล้อมดาวิดกับคนของท่านไว้ 9 ดาวิดทราบว่า ซาอูลทรงคิดร้ายต่อท่าน ท่านจึงพูดกับอาบียาธาร์ปุโรหิตว่า "จงนำเอาเอโฟดมาที่นี่เถิด" 10 ดาวิดกราบทูลว่า "ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ผู้รับใช้ของพระองค์ได้ยินแน่ว่า ซาอูลหาช่องที่จะมายังเคอีลาห์ เพื่อทำลายเมืองนี้ เพราะข้าพระองค์เป็นเหตุ 11 ประชาชนชาวเคอีลาห์จะมอบข้าพระองค์ไว้ในมือท่านหรือ ซาอูลจะเสด็จมาดังที่ผู้รับใช้ของพระองค์ได้ยินนั้นหรือ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ขอพระองค์ทรงบอกผู้รับใช้ของพระองค์เถิด" และพระเจ้าตรัสว่า "เขาจะลงมา" 12 แล้วดาวิดจึงกราบทูลว่า "ประชาชนชาวเคอีลาห์จะมอบข้าพระองค์ และคนของข้าพระองค์ไว้ในมือของซาอูลหรือ" และพระเจ้าตรัสว่า "เขาทั้งหลายจะมอบเจ้าไว้" 13 แล้วดาวิดกับคนของท่านซึ่งมีประมาณหกร้อยคน ก็ลุกขึ้นไปเสียจากเคอีลาห์ และเขาทั้งหลายก็ไปตามแต่ที่เขาจะไปได้ เมื่อมีคนไปทูลซาอูลว่า ดาวิดหนีไปจากเคอีลาห์แล้ว ซาอูลก็ทรงเลิกการติดตาม” (1 ซมอ.23:1-13) ชาวฟีลิสเตียปล้นเสบียงอาหารทั้งหมดของชาวเมืองเคอีลาห์ ก่อนที่ดาวิดจะลงมือทำอะไรเขาทูลขอการทรงนำจากพระเจ้า(1 ซมอ.23:6)  ดาวิดฟังคำสั่งของพระเจ้า และปฏิบัติตาม ต่อมาซาอูลทราบข่าวว่าดาวิดติดอยู่ที่เมืองเคอีลาห์ เขาคิดว่าพระเจ้าทรงมอบดาวิดไว้ในมือของเขาแล้ว ซาอูล อยากจะฆ่าดาวิดมากเสียจนตีความเหตุการณ์ทุกอย่างว่าพระเจ้าทรงเห็นชอบ เขาได้ยกกองทัพไปยังเมืองเคอีลาห์ ดาวิดก็ทูลขอการทรงนำจากพระเจ้า (1 ซมอ.23:11) ดาวิดก็ปฏิบัติตามที่พระเจ้าได้ตอบสิ่งที่เขาทูลถาม ดาวิดนำไพร่พลทั้งหมดออกจากเมืองไป จึงรอดพ้นจากการไล่ล่าของซาอูล ดาวิดเชื่อและหวังใจในพระเจ้าที่จะทรงช่วยเหลือเขาอย่างแน่นอน

อ่านบทความอื่นๆ ต่อได้ที่  http://theword-2015.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

รักษาใจ (ตอนสุดท้าย)

การตอบสนองของบุคคลภายใต้เหตุการณ์ที่ยากลำบาก หากอยู่ในสภาวะปกติ คนส่วนใหญ่มักปฏิบัติตัวให้เป็นที่ยอมรับของสังคม ทำให้รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยดี แต่เมื่อไม่มีคนเฝ้าดูหรือถูกกระทบกระทั่งโดยไม่คาดคิด พวกเขาก็จะเผยตัวจริงออกมา สิ่งที่อยู่ลึกในใจจะหกล้นออกมาเมื่อถูกทดสอบ นั่นก็คือการตอบสนองของเราที่มีต่อความกดดัน จะเปิดเผยให้เห็นว่าเราเป็นคนอย่างไร องค์พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “คนดีก็ย่อมเอาของดีออกจากคลังดีแห่งใจของตน และคนชั่วก็ย่อมเอาของชั่วจากคลังชั่วแห่งใจของตน ด้วยใจเต็มด้วยอะไรปากก็พูดออกมาอย่างนั้น” (ลก.6:45) พระองค์เตือนให้เราระลึกว่า คำพูดและการกระทำจะเปิดเผยให้เห็นความเชื่อ ทัศนคติ และแรงผลักดันที่แท้จริงภายใน หากใจเราฉ้อฉลเสียแล้วสิ่งที่เราแสร้งกระทำก็ไม่คงทน เพราะสิ่งที่อยู่ในใจจะแสดงออกมาในคำพูดและการกระทำ ดังนั้นเราจำเป็นต้องตรวจสอบการกระทำของเรา เพื่อเป็นการปกป้องรักษาใจ

             ขอหนุนใจการดำเนินชีวิตเพื่อรักษาใจ ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า โดยเริ่มต้นด้วยการ “ถวายตัว” แด่พระองค์ดังนั้น พี่น้องทั้งหลาย โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณา ของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาอันบริสุทธิ์ที่มีชีวิต และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการ นมัสการโดยวิญญาณจิตของท่าน (รม.12:1) เปาโลอธิบายว่า การถวายตัวแด่พระเจ้าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะพระเจ้าทรงเมตตากรุณาและเต็มเปี่ยมไปด้วยพระคุณในการทรงไถ่ชีวิตของเรา ออกมาจากความผิดบาปและความตาย ด้วยเหตุนี้เราจึงควรถวายตัวแด่พระเจ้า เราไม่สามารถนมัสการด้วยจิตวิญญาณของเราได้ โดยปราศจากการถวายตัวแด่พระเจ้า ดังนั้น หัวใจของการนมัสการคือ “การนมัสการหมดทั้งหัวใจ” ยอมจำนนมอบถวายตัวของเราแด่พระองค์ การถวายตัวแด่พระเจ้าทั้งหมดเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “เราได้ให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่งในชีวิต” ดังนั้นเราต้อง
                   - ดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรง “...เจ้าจงรู้จักพระเจ้า และจงปรนนิบัติพระองค์ด้วยใจจริง และด้วยความเต็มใจของเจ้า เพราะพระเจ้าทรงพิจารณาจิตใจทั้งปวง และทรงเข้าใจในแผนงาน และความคิดทั้งปวง ถ้าเจ้าแสวงหาพระองค์เจ้าจะพบพระองค์ แต่ถ้าเจ้าทอดทิ้งพระองค์ พระองค์จะทรงเหวี่ยงเจ้าออกไปเสียเป็นนิตย์” (1 พศด.28:9) เมื่อกษัตริย์ดาวิดเข้าสู่วัยชราพระองค์ได้สอนให้ซาโลมอนดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงพระเจ้า เพราะฤทธานุภาพขององค์พระผู้เป็นเจ้าสามารถตรวจสอบจิตใจที่อยู่ภายในตัวเราได้ ดังนั้นซาโลมอนจึงได้อธิษฐานขอ “หัวใจที่เชื่อฟัง” เพื่อจะให้เข้าใจว่าอะไรคือความดีอะไรคือความชั่ว “เพราะฉะนั้น ขอพระองค์ทรงประทานความคิดความเข้าใจแก่ผู้รับใช้ของพระองค์ เพื่อจะวินิจฉัยประชากรของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะประจักษ์ในความผิดแผกระหว่างดีและชั่ว เพราะว่าผู้ใดเล่าจะสามารถวินิจฉัยประชากรใหญ่ของพระองค์นี้ได้” (1 พกษ.3:9)พวกเราเองก็ควรจะกระทำเช่นนี้เหมือนกันคือใช้ชีวิตด้วยความยำเกรงพระเจ้า และอธิษฐานสนทนาขอการทรงนำจากพระองค์อย่างสม่ำเสมอ
                   - เรียนรู้ใคร่ครวญพระคำอย่างสม่ำเสมอ “บุตรชายของเราเอ๋ย จงตั้งใจต่อถ้อยคำของเรา จงเอียงหูของเจ้าเข้าหาคำพูดของเรา 21อย่าให้มันหนีไปจากสายตาของเจ้า จงรักษามันไว้ภายในใจของเจ้า 22เพราะมันเป็นชีวิตแก่ผู้ที่ค้นพบ และมันรักษาเนื้อของผู้นั้นทั้งสิ้น 23จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ 24 จงทิ้งวาจาคดๆ เสีย และให้คำพูดลดเลี้ยวห่างจากเจ้า25 ให้ตาของเจ้ามองตรงไปข้างหน้า และให้การจ้องของเจ้าตรงไปข้างหน้าเจ้า 26 จงสนใจในวิถีแห่งเท้าของเจ้า แล้วทางทั้งสิ้นของเจ้าจะแน่นอน 27 อย่าเหไปข้างขวา หรือหันมาข้างซ้าย จงกลับเท้าของเจ้าเสียจากความชั่วร้าย” (สภษ.4:20-27) การดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เราต้องป้องกันรักษาใจไว้ให้ดีด้วย นั้นก็คือการเรียนรู้ข้อเตือนใจต่างๆ จากพระคำของพระองค์ อย่าให้พระคำของพระองค์ออกห่างจากชีวิตของเรา ใจของเราซึ่งเป็นแหล่งของความรัก และความปรารถนา เป็นตัวกำหนดของขอบเขตการดำเนินชีวิตของเรา เพราะเรามักจะหาเวลาทำสิ่งที่เราชอบ โซโลมอนให้เราระแวดระวังใจของเรามากว่าสิ่งอื่นใด เราต้องมั่นใจว่าความปรารถนาต่างๆ ที่เรากำลังจดจ่ออยู่นั้นจะปกป้องรักษาให้อยู่ในทางที่ถูกต้อง อย่าแวะข้างทาง หรือเดินวนเวียนอยู่บนส้นทางที่นำไปสู่ความบาป อธิษฐานพึงพาองค์พระผู้เป็นเจ้า ขอการทรงนำจากพระองค์ ซึ่งจะหนุนใจเราให้ดำเนินชีวิตพ้นจากความทุกข์ร้อนได้  สันติสุขแห่งพระเจ้าที่เหนือกว่าความคิดทุกอย่างจะปกป้องรักษาหัวใจ และ  ความคิดของเราไว้โดยองค์พระเยซูคริสต์เจ้า

“อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆ เลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนา
ของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ  7แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้า ซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจ และความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์”
(ฟป.4:6-7)


อ่านบทความอื่นๆ ต่อได้ที่  http://theword-2015.blogspot.com/

วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2560

รักษาใจ (ตอนสอง)

          บางครั้งการทดสอบความเชื่ออาจมีประโยชน์ เพราะเป็นโอกาสที่จะสังเกตสภาพหัวใจเรา “ดูก่อน พี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี 3เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง 4และจงให้ความมั่นคงนั้นบรรลุผลอันสมบูรณ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (ยก.1:2-4) เส้นทางชีวิตปกติมักเต็มไปด้วยการทดสอบและการทดลอง ซึ่งบางคนอาจแยกไม่ได้ว่าต่างกันอย่างไร การทดสอบ(การพิสูจน์)พระเจ้าทรงทำการทดสอบคริสเตียน เพื่อให้เกิดความหนักแน่น เข้มแข็งขึ้นในฝ่ายจิตวิญญาณ ตัวอย่าง เช่น ความเจ็บป่วย ความผิดหวังเสียใจ ความทุกข์ทรมานใจ และความตายตามธรรมชาติ ส่วนการทดลอง(การล่อลวง)คือทุกสิ่งที่เย้ายวนใจจนนำเราไปสู่การทำความบาป การทดลองมาจากซาตาน เมื่อซาตานล่อลวงเราจงอย่าพูดว่าซาตานทดสอบเรา ซาตานไม่ตั้งใจจะทดสอบเราแม้แต่น้อย ความตั้งใจทั้งหมดของซาตานคือ ทำให้เราหลงผิด อ่อนแอ และพลาดล้มลงในความผิดบาป ดังนั้นเพื่อเป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้า เราจงอย่าหลงกลของซาตานเป็นอันขาด
          บางครั้งความทุกข์ยากลำบากเกิดขึ้นแล้วก็ผ่านพ้นไป ตามครรลองของชีวิต เช่น การเผชิญหน้ากับคนที่ไม่ถูกโฉลก หรือเผชิญความยากลำบากในที่ทำงาน เป็นต้น ความทุกข์ยากอาจจะอยู่ล้อมรอบตัวเราในปัจจุบัน และในอนาคตข้างหน้าเป็นความทุกข์ยากที่ต้องเผชิญเป็นระยะยาวนาน เช่น อาการป่วยเรื้อรัง ชีวิตสมรสที่มีปัญหา เป็นต้น ในบางครั้งความทุกข์ยากลำบากดูเหมือนจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ โดยที่เราไม่เข้าใจว่าทำไหมพระเจ้าจึงทรงอนุญาตให้เกิดขึ้น เราได้แต่ร้องทูลว่า “พอแล้วพระองค์เจ้าข้า ลูกรับอีกไม่ไหวแล้ว” ความอดทนแถบจะขาดสะบั้น พระเจ้าไม่ตอบคำอธิษฐานเสียที ทั้งๆ ที่เรารอคำตอบมาเป็นเวลายาวนานแล้ว “ชีวิตเหมือนจะหยุดนิ่งอยู่กับที่” แต่จริงๆ แล้วพระเจ้ากำลังเล็งอะไรบางอย่างในชีวิตของเรา แต่เราไม่อาจทราบได้ “เพราะอับราฮัมมีความเชื่อ ฉะนั้นเมื่อท่านถูกลองใจ ท่านจึงได้ถวายอิสอัคเป็นเครื่องบูชา และท่านซึ่งเป็นผู้ได้รับพระสัญญา ก็ได้พร้อมแล้วที่จะถวายบุตรคนเดียวของท่าน” (ฮบ.11:17) อับราฮัมเองก็ได้รับการทดสอบความเชื่อจากพระเจ้า ซึ่งในที่สุด พระเจ้าก็ทรงจัดเตรียมลูกแกะไว้ให้ฆ่าแทนอิสอัค พระองค์ไม่ทรงโปรดให้อับราฮัมทำบาป โดยการฆ่าลูกชายของตนเอง เพราะนั่นเป็นการทำผิดพระบัญญัติของพระองค์ คือ “อย่าฆ่าคน” (อพย.20:13)
          ในการทดสอบมีความน่ายินดี “เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง 4และจงให้ความมั่นคงนั้นบรรลุผลอันสมบูรณ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย (ยก.1:3-4) ยากอบถือว่าการทดสอบที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นสิ่งที่ดี เพราะการทดลองความเชื่อ  ทำให้เกิด ความหนักแน่นมั่นคง  พระเจ้าลองใจเรา เพื่อให้เรารู้จักตัวเอง เพื่อประโยชน์ของเรา มากไปกว่านั้น พระเจ้าจัดสถานการณ์ต่างๆได้อย่างพอเหมาะกับเรา ซึ่งมันไม่มีมนุษย์หน้าไหนทำได้เช่นพระองค์ เชื่อว่า การทดลองของพระเจ้าจึงไม่ใช่เรื่องของการสอบผ่านหรือสอบตก แต่เป็นเรื่องของการรู้จักตัวเอง(รู้ความในใจของตน) ยอมรับตัวเอง และรับการฝึกฝนชีวิต เพื่อเราจะได้แข็งแรงและมั่นคงขึ้นในพระคุณของพระเจ้า ในพระธรรมโรมเปาโลก็ได้รับการดลใจจากพระเจ้าบันทึกข้อความเหมือนกันว่า “ยิ่งกว่านั้น เรา (หรือ ให้เรา) ชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากของเราด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น ทำให้เกิดความอดทน  4และความอดทนทำให้เห็นว่า เราเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้ และการที่เราเห็นเช่นนั้น ทำให้เกิดมีความหวังใจ 5และความหวังใจมิได้ทำให้เกิดความเสียใจเพราะผิดหวัง เพราะเหตุว่าความรักของพระเจ้า ได้หลั่งเข้าสู่จิตใจของเรา โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่เราแล้ว” (รม.5:3-5) คนที่พบ “การทดสอบ” พบความทุกข์ยาก จะต้องอดทนโดยการพึ่งพระเจ้า เมื่อเราทนได้ เราจะหนักแน่นมั่นคงขึ้น แกร่งขึ้น เข้มแข็งขึ้น การผ่านร้อนผ่านหนาวมา เมื่อเราเชื่อพระเจ้าและยืนหยัดเอาชนะได้ จะทำให้เรามีกำลังทวีขึ้น ความผิดพลาดล้มเหลว มันเป็นเรื่องปกติของชีวิต พระเจ้าทรงครอบครองและควบคุมอยู่ ไม่ใช่ตัวเราแผนการณ์และความคิดอาจจะเป็นของเรา แต่คำตอบมาจากพระเจ้า ไม่ต้องกลัวว่าจะผิดพลาด จงกล้าหาญที่จะยอมรับความล้มเหลว เพราะพระเจ้าทรงใช้ทุกอย่างร่วมกันเพื่อเป็นผลดีแก่เรา พระเจ้าผู้ทรงเฝ้าระวังชีวิตของเราอยู่ไม่เคยหลับ พระองค์พร้อมช่วยเราเสมอ พระเจ้าทรงอยู่ใกล้แค่คืบ พระเจ้าทรงใส่ใจเรา เส้นผมเราทุกเส้นก็ทรงนับไว้แล้ว พระองค์เป็นพระเจ้าของคนเป็น มิใช่คนตาย พระเจ้าทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้ช่วยเรา พระเจ้าไม่ได้มาเพื่อช่วยคนที่แข็งแรงดี แต่พระองค์มาแสวงหาคนที่บาดเจ็บฟกช้ำ เพื่อช่วยให้เขาหายดี... องค์พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ เป็นผู้ดีรอบคอบ” (มธ.5:48) ดังนั้นยากอบ จึงย้ำว่าคนที่ผ่านพ้นความทุกข์ยากมา ดูแลระวังระไวใจตน  จึงเป็นคนดีพร้อม ครบถ้วนสมบูรณ์ และคนเช่นนี้ เปาโล เชื่อว่า “...เป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้...” (รม.5:4)  


อ่านบทความอื่นๆ ต่อได้ที่  http://theword-2015.blogspot.com/

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560

รักษาใจ (ตอนแรก)

จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน 
เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ 
สภษ.4:23
          ใจของคนเรานี้ ดูเหมือนจะใกล้ชิดกับเรามากที่สุด ถ้าเราไม่รู้จักใจเราแล้ว เราจะไปรู้จักอะไรที่ไหนได้ ในความไม่รู้และในความไม่ปฏิบัติ เราจะรู้สึกอย่างนี้กันทั้งนั้น แต่พอมาเริ่มสังเกตดูใจเรา เราจะรู้เลยว่าเป็นสิ่งๆ ยากยิ่งที่สุดในโลก ที่จะรู้ใจตัวเอง บางทีเราว่าเราเฝ้าดูอยู่ไม่คลาดสายตา แต่พอมาดูอีกที  ไม่รู้ อะไรก็ไม่รู้  ไม่ใช่ใจเราหรอก เมื่อเป็นอย่างนี้ ทำอย่างไรจึงจะพอแน่ใจมั่นใจว่า ที่เราตามดูและเห็นอยู่ เป็นใจเราใช่หรือไม่ “...ถึงเค้าความคิดในใจของมนุษย์ล้วนแต่ชั่วตั้งแต่เด็กมา... (ปฐก.8:21) จากพระคำพระเจ้าตรัสความจริงเกี่ยวกับความเสื่อมทราม และความชั่วช้าในธรรมชาติของมนุษย์ แนวโน้นที่จะทำความชั่วนั้นมีมาตั้งแต่เกิด และปรากฏออกมาตั้งแต่ในวัยเด็ก หรือวัยรุ่น จากพันธสัญญาเดิมสู่พันธสัญญาใหม่ พระคัมภีร์ก็ยังคงกล่าวถึงเรื่องนี้โดยพระองค์ได้ตรัสผ่านเปาโลว่า “ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว ไม่มีเลย 11ไม่มีคนที่เข้าใจ ไม่มีคนที่แสวงหาพระเจ้า 12เขาทุกคนหลงผิดไปหมด เขาทั้งปวงเลวทรามเหมือนกันสิ้น ไม่มีสักคนเดียวที่กระทำดี ไม่มีเลย 13ลำคอของเขา คือ หลุมฝังศพที่เปิดอยู่ เขาใช้ลิ้นของเขาในการล่อลวง พิษงูร้ายอยู่ใต้ริมฝีปากของเขา 14ปากของเขาเต็มไปด้วยคำแช่งด่า และคำเผ็ดร้อน  15เท้าของเขาว่องไวในการทำให้นองเลือด 16ในทางเดินของเขามีความพินาศ และความทุกข์  17และเขาไม่รู้จักทางแห่งสันติสุข 18เขาไม่เคยคิดที่จะยำเกรงพระเจ้าเลย” (รม.3:10-18) พระคำแสดงให้เห็นความเข้าใจอันถูกต้อง เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป ตัวตนของเขาทั้งสิ้นได้รับผลกระทบอย่างมากจากบาป และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไปตาม โลก ซาตาน และวิสัยบาป นั้นคือ ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความผิด ในการที่หนีออกจาก “ทางของพระเจ้า” ไปสู่วิถีทางแห่ง “ความเห็นแก่ตัว” นี่ก็หมายความว่า หากเราดำเนินชีวิตอย่างระมัดระวังอยู่เสมอ แม้แต่ผู้ที่มีหัวใจดีเยี่ยมก็อาจถูกล่อลวงให้ทำสิ่งชั่วได้ ดังนั้นเราควรใส่ใจต่อคำเตือนนี้ “จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ” (สภษ.4:23)
          องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสผ่านเยเรมีย์ว่า “เราคือพระเจ้าตรวจค้นดูจิต และทดลองดูใจ เพื่อให้แก่ทุกคนตามพฤติการณ์ของเขา ตามผลแห่งการกระทำของเขา ...” (ยรม.17:10) หากหัวใจจำเป็นต้องได้รับการตรวจเป็นประจำ หัวใจเราพร้อมรับการตรวจหรือยัง เราควรจะถามตัวเองว่า...
                                    - เราใช้เวลาส่วนตัวในการเติมเต็มอาหารฝ่ายจิตวิญญาณโดยการเรียนรู้ส่วนตัวอย่างเพียงพอ หรือไม่ “ความสุขเป็นของบุคคล ผู้ไม่ดำเนินตามคำแนะนำของคนอธรรม หรือยืนอยู่ในทางของคนบาป หรือนั่งอยู่ในที่นั่งของคนที่ชอบเยาะเย้ย 2แต่ความปีติยินดีของผู้นั้น อยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ ทั้งกลางวันและกลางคืน (สดด.1:1-2)”  และ
                                    - เราได้เข้าร่วมประชุมนมัสการเป็นประจำหรือไม่ “และขอให้เราพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไร จึงจะปลุกใจซึ่งกันและกัน ให้มีความรักและทำความดี 25อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะท่านทั้งหลายก็รู้อยู่ว่า วันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว”(ฮบ.10:24-25)
          การกระทำทั้งสองอย่างนี้ จะสนับสนุน กระตุ้นให้เราอยากจะประกาศเล่าเรื่องของพระเจ้าแก่ผู้อื่น เยเรมีย์บันทึกว่า ถ้าข้าพระองค์จะกล่าวว่า "ข้าพเจ้าจะไม่อ้างถึงพระองค์ หรือกล่าวในพระนามของพระองค์อีก" ก็มีสิ่งในใจของข้าพระองค์เหมือนไฟไหม้ อัดอยู่ในกระดูกของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็อ่อนเปลี้ยที่ต้องอัดมันไว้ และข้าพระองค์ก็อัดไว้ไม่ไหว” (ยรม.20:9) เช่นเดียวกับเปาโลที่บันทึกว่า “เพราะว่า ข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้น เป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด พวกยิวก่อน แล้วพวกต่างชาติด้วย  17เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้สำแดงออก โดยเริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” (รม.1:16-17) เมื่อเราใช้ชีวิตเรียนรู้ใคร่ครวญพระคำของพระเจ้า และนำตัวเองเข้าร่วมประชุมนมัสการพระองค์อย่างสม่ำเสมอ สภาพแวดล้อมแบบนี้ หัวใจเราได้รับการกระตุ้นร้อนรนที่จะประการข่าวประเสริฐอย่างแข็งขันแน่นอน หัวใจเราพร้อม ไม่หวั่นไหว ต่อการตรวจสอบขององค์พระผู้เป็นเจ้า


อ่านบทความอื่นๆ ต่อได้ที่  http://theword-2015.blogspot.com/

วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2560

ก้าวใหม่...ด้วยใจที่เข้มแข็ง(ตอนสุดท้าย)

          4. ปรนนิบัติต่อกันด้วยใจจริงอย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว” “จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆ ด้วย” (ฟป.2:4) การปรนนิบัติเป็นการดูแลหรือเลี้ยงดู ให้ความช่วยเหลือ บริการ หรือสนองความต้องการ “จงรักกันฉันพี่น้อง ส่วนการที่ให้เกียรติแก่กันและกันนั้น จงถือว่าผู้อื่นดีกว่าตัว”(รม.12:10) องค์พระเยซูคริสต์ทำให้เราทุกคนหลุดพ้นจากการเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ในพระคริสต์เราได้รับการปลดปล่อยให้ปรนนิบัติผู้อื่น รักคนอื่นเหมือนรักตนเอง (กท.5:14) เมื่อเราเป็นคริสเตียน เราได้รับชีวิตใหม่ซึ่งเป็นนิรันดร์ และด้วยของขวัญอันดีเลิศนี้ เราจึงมีศักยภาพและฤทธิ์อำนาจในการรับใช้คนอื่นอย่างชื่นชมยินดี ดังนั้นทุกคนที่อุทิศตนในความเชื่อแด่พระเยซูคริสต์ ต้องอุทิศตนแก่พี่น้องคริสเตียนในพระคริสต์ เปาโลได้รับการดลใจถ่ายทอดพระคำว่า “ส่วนเรื่องการรักพี่น้องทั้งหลายนั้น ไม่จำเป็นที่จะให้ใครเขียนถึงท่านอีก เพราะพระเจ้าทรงสอนท่านเอง ให้รักกันอยู่แล้ว 10ความจริงท่านได้ประพฤติต่อพวกพี่น้อง ทั่วแคว้นมาซิโดเนียเช่นนั้นอยู่ แต่พี่น้องทั้งหลาย เราขอวิงวอนท่านให้มีความรักทวีขึ้นอีก”(1ธส 4:9-10) การอุทิศตนต้องกระทำด้วยความรู้สึกที่จริงใจ เมตตาและสุภาพเอ็ดดู เราต้องห่วงใยทั้งในภาวะปกติสุข หรือในยามที่มีความจำเป็น ทั้งสภาพกาย และสภาพจิตวิญญาณของพี่น้อง ด้วยความเห็นอกเห็นใจพวกเขา และช่วยเหลือพวกเขาเมื่อเกิดความทุกข์ใจและมีปัญหา เราต้องให้เกียรติกันและกัน แสดงความนับถือต่อผู้เชื่อคนอื่นๆอย่างกระตือรือร้น
          อาจจะเป็นการยากสำหรับบางคน ที่จะเข้าไปสนิทสนมเป็นเพื่อนกับคนอื่น หากเราอยากจะมีเพื่อนพี่น้องในความเชื่อเดียวกันสักคน เราต้องเริ่มก่อน โดยเปิดเผยตัวเอง เราต้องเริ่มก่อน โดยเปิดเผยตัวเองและทำความรู้จักกับคนอื่น ใช่แล้ว การที่เราจะมีเพื่อนแท้ได้ เราต้องเปิดเผยความรู้สึกของเราให้คนอื่นรู้ หมายความว่าให้พวกเขารู้จักตัวตนที่แท้จริงของเรา การสื่อความและการเปิดเผยความรู้สึกในลักษณะนี้ สำคัญต่อการมีเพื่อนแท้มากกว่าการมีหน้าตาดีหรือมีบุคลิกภาพที่มีเสน่ห์ นักวิชาการด้านครอบครัวนำเสนอว่า คนที่มีเพื่อนซึ่งผูกพันกันและคบกันได้นาน ๆ อาจเป็นคนขี้อายหรือกล้าแสดงออก เป็นคนหนุ่มสาวหรือคนสูงอายุ น่าเบื่อหรือฉลาด หน้าตาธรรมดาหรือหน้าตาดีก็ได้ แต่ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งที่พวกเขามีเหมือนกันหมดก็คือ พวกเขาเป็นคนเปิดเผยจริงใจ พวกเขายอมให้คนอื่นเห็นสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเขา ฉะนั้น อย่าเกร็ง! จงทำตัวตามสบาย การใส่หน้ากากไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น นักวิชาการด้านครอบครัว เขียนว่า ไม่มีอะไรจะทำให้เราดูดีมากไปกว่าการเป็นตัวของตัวเองอย่างจริงใจ คนที่มีความสุขจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำ หรือพยายามทำให้คนอื่นประทับใจ การแสดงความจริงใจเท่านั้นจึงจะทำให้เรามีเพื่อนแท้ได้ ในทำนองเดียวกัน เราก็ต้องยอมให้คนอื่นเป็นตัวของตัวเองด้วย คนที่มีความสุขคือ คนที่ยอมรับคนอื่นอย่างที่เขาเป็นจริง ๆ โดยไม่หงุดหงิดรำคาญใจกับข้อบกพร่องเล็กๆ น้อย ๆ พวกเขาไม่คิดว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อนของเขาให้เข้ากับความคิดเดิมๆ ของตน จงพยายามเป็นคนแบบนี้คือร่าเริงและไม่จู้จี้ขี้บ่น
          องค์พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “จงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่ ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน” (ลก.6:31) พระองค์ชี้ว่า ปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในทุกรูปแบบประสบความสำเร็จได้ก็คือ ความรักที่ไม่เห็นแก่ตัว วิธีเดียวที่จะมีเพื่อนแท้ก็คือ ตัวคุณเองต้องทำตัวเป็นเพื่อนที่พร้อมจะเสียสละ และไม่เห็นแก่ตัว พูดอีกอย่างคือ เพื่อจะมีเพื่อน จงทำตัวเป็นเพื่อนก่อน เพื่อมิตรภาพจะประสบความสำเร็จได้ มิตรภาพนั้นต้องมีการให้มากกว่าการรับ เราต้องพร้อมจะให้ตามความจำเป็นของเพื่อน มาก่อนความชอบและความสะดวกของตัวเราเอง ความจริงใจเป็นสิ่งพึงปรารถนา ความจริงใจคือ ไม่เสแสร้งหรือหน้าซื่อใจคด; น้ำใสใจจริง; ตรงไปตรงมา; ตรงตามความจริงเห็นได้ชัดว่าคุณลักษณะเช่นนี้เป็นประโยชน์ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่น เปาโลได้ตักเตือนว่า ...จงเชื่อฟังผู้ที่เป็นนายของตน ตามเนื้อหนังทุกอย่าง ไม่ใช่ตามอย่างคนที่ทำแต่ต่อหน้า อย่างคนประจบสอพลอ แต่ทำด้วยน้ำใสใจจริง ด้วยความเกรงกลัวองค์พระผู้เป็นเจ้า 23ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจ เหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์ (คส.3:22-23) สิ่งที่เปาโลหนุนใจคริสเตียนนั้น คือให้มองดูการกระทำทุกอย่างเป็นเหมือนการรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า เราต้องกระทำเหมือนดั่งว่าพระคริสต์ทรงเป็นนายของเรา โดยรู้ว่าวันหนึ่งเราจะได้รับรางวัลจากการกระทำทุกอย่าง “เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า”  
          หากเปรียบชีวิตเป็นอย่างเรือเดินสมุทร ในปีที่ผ่านมาก็เหมือนกับเรือที่แล่นไปในทะเลเจอทั้งมรสุม เจอทั้งสายลม เจอทั้งแสงแดด บางครั้งเรือก็ลอยลำอยู่นิ่งๆในท้องทะเล...เพราะคลื่นสงบ...แต่บางครั้งเรือก็กำลังจะจมเพราะคลื่นที่ซัดไปมา...แต่สุดท้ายเรือก็แล่นไปถึงฝั่งได้โดยปลอดภัย การที่เรือถึงฝั่งไม่ใช่เป็นการเสร็จสิ้น แต่เป็นการบอกว่าเรือลำนั้นกำลังเริ่มต้น ที่จะออกสู่ท้องทะเลต่อไป ดังนั้นชีวิตของเราก็เช่นกัน..เราไม่สมารถบอกว่าพอแล้ว หรือไม่ไปต่อแล้ว...แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำคือ..การตั้งเป้าเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ หลักคิดทั้ง สี่ ประการ นี้ น่าจะช่วยกำหนด “ก้าวใหม่...ด้วยใจที่เข้มแข็ง” โดยดึงชีวิตออกมาจากสิ่งเดิมๆ ยอมก้าวออกไป จากจุดเดิมเพิ่มเติมเต็มสิ่งใหม่ๆ...แล้วเราจะรู้ว่าชีวิตใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม...มีค่าเพียงใด ที่ได้ใช้ชีวิตนี้ เพื่อเป็นที่ ถวายเกียรติ และพระสิริ แด่ “องค์พระเยซูคริสต์เจ้า”

เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือ ให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกัน
และกันด้วยอย่างนั้น 35ถ้าเจ้าทั้งหลายรักกันและกัน ดังนี้แหละคนทั้งปวง
ก็จะรู้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา" (ยน.13:34-35)

อ่านบทความอื่นๆ ต่อได้ที่  http://theword-2015.blogspot.com/